thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดร่วง 557.37 จุด นักลงทุนกังวลตะวันออกกลางตึงเครียด

ดาวโจนส์ปิดร่วง 557.37 จุด นักลงทุนกังวลตะวันออกกลางตึงเครียด

05 พ.ค. 69 | 01:14 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ค. 69 | 01:15 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วง 557.37 จุด นักลงทุนกังวลตะวันออกกลางตึงเครียด หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 557.37 จุด (-1.13%) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นจากรายงานว่าอิหร่านโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
  • ปัจจัยลบดังกล่าวบดบังแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันจันทร์ (4 พ.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง 

หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านได้โจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และเรือในช่องแคบฮอร์มุซ 

โดยความวิตกกังวลดังกล่าวบดบังแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,941.90 จุด ลดลง 557.37 จุด หรือ -1.13%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,200.75 จุด ลดลง 29.37 จุด หรือ -0.41% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,067.80 จุด ลดลง 46.64 จุด หรือ -0.19%

ทั้งนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บนเรือที่ดำเนินการโดยบริษัทเกาหลีใต้ลำหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บรรดาบริษัทเดินเรือพาณิชย์วิตกกังวลว่าช่องแคบนี้ยังคงไม่ปลอดภัย 

ดาวโจนส์ปิดร่วง 557.37 จุด นักลงทุนกังวลตะวันออกกลางตึงเครียด

 

แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้ปฏิบัติการ Project Freedom

รวมถึงมีรายงานว่าอิหร่านได้บังคับให้เรือรบของสหรัฐฯ หันหัวเรือกลับ หลังจากเรือเหล่านี้พยายามเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ 

ด้านสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า มีขีปนาวุธ 2 ลูกพุ่งชนเรือรบดังกล่าว นอกจากนี้ UAE ระบุว่าเกิดเหตุไฟไหม้ที่เขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ หลังถูกโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน

สถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อตลาด และบดบังแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยนักวิเคราะห์จาก LSEG I/B/E/S คาดการณ์ว่า บริษัทในดัชนี S&P500 จะมีอัตราการเติบโตของกำไรรวมกันอยู่ที่ 28% ในไตรมาสแรก เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ระดับ 14%

หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 1.57% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลง 1.17% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 0.85% โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน

สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Berkshire Hathaway ปรับตัวลง 0.97% หลังบริษัทเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 พ.ค.) ว่า บริษัทขายหุ้นสุทธิต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 โดยนักลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของ Berkshire Hathaway อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้มูลค่าหุ้นและสภาวะโดยรวมในตลาด โดยที่ผ่านมานั้นนักลงทุนมองว่า Berkshire Hathaway เป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ

หุ้นบริษัทขนส่งอย่าง FedEx ร่วงลง 9.1% และ United Parcel Service (UPS) ดิ่งลง 10.5% หลังจาก Amazon.com เปิดเผยว่ากำลังเริ่มให้บริการ Amazon Supply Chain Services โดยเปิดเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ธุรกิจอื่น ๆ ใช้งานได้

การร่วงลงของหุ้น FedEx และ UPS ได้ฉุดหุ้นกลุ่มขนส่งในดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Transportation Average Index) ดิ่งลง 4.8% แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน

หุ้น Norwegian ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือสำราญ ร่วงลง 8.6% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการรายปี เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 จากเดือนก.พ.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)