
ดาวโจนส์ปิดลบ 62.92 จุด นักลงทุนจับตาดอกเบี้ยเฟด-สงครามตะวันออกกลาง
ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 62.92 จุด หลังนักลงทุนจับตาดอกเบี้ยเฟดในการประชุมครั้งสุดท้ายของจาโรม พาวเวล และสถานการร์สงครามในตะวันออกกลาง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนลบ 62.92 จุด สวนทางกับดัชนี S&P500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
- นักลงทุนกำลังจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ (27 เม.ย.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดบวกเล็กน้อย ท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา
ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย และจับตาสถานการณ์ต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้
ซึ่งรวมถึงการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,167.79 จุด ลดลง 62.92 จุด หรือ -0.13%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,173.91 จุด เพิ่มขึ้น 8.83 จุด หรือ +0.12% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,887.10 จุด เพิ่มขึ้น 50.50 จุด หรือ +0.20%
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปรับตัวผันผวนตลอดทั้งวัน ก่อนที่ดัชนีดาวโจนส์จะปิดตลาดอ่อนแรงลง อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนติดตามการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งเผชิญกับความไม่แน่นอน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สั่งยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดของสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ สองผู้แทนเจรจา ส่งผลให้ความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางรื้อฟื้นสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง
ล่าสุด Axios สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่สหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติสงคราม โดยจะเลื่อนการเจรจานิวเคลียร์ออกไปในภายหลัง
ด้านปากีสถานได้ส่งมอบข้อเสนอนี้ให้แก่ทำเนียบขาวแล้ว พร้อมระบุว่า ปธน.ทรัมป์จะจัดการประชุมที่ห้องประเมินสถานการณ์ (Situation Room) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวจากอิหร่าน
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกเข้าสู่ช่วงที่คึกคักที่สุด โดยจะมีบริษัทจำนวนมากรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 5 แห่งในกลุ่ม Magnificent Seven ได้แก่ Amazon, Alphabet, Meta Platforms, Apple และ Microsoft โดยนักลงทุนจะประเมินว่าบริษัทเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนจากการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า ณ วันศุกร์ที่ 24 เม.ย. มีบริษัท 139 แห่งในดัชนี S&P500 ที่เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกแล้ว โดย 81% ของบริษัทในจำนวนนี้มีผลประกอบการที่สูงกว่าคาด
นักลงทุนจับตาผลการประชุมเฟดในวันพุธนี้ (29 เม.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการประชุมเฟดเป็นครั้งสุดท้ายของเจอโรม พาวเวล ในฐานะประธานเฟด ก่อนที่เขาจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 15 พ.ค. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 100% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.18% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 0.84% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารดีดตัวขึ้น 0.94% และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้น 0.65%







