
สัญญาณอันตราย! 1 ใน 5 เอสเอ็มอีเสี่ยงปิดกิจการใน 3 เดือน ต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเผย 1 ใน 5 เอสเอ็มอีเสี่ยงปิดกิจการใน 3 เดือน ท่ามกลางต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด วิกฤตตะวันออกกลางซ้ำเติม เศรษฐกิจฐานรากสั่นคลอน 96.7% รับผลกระทบ
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1 ใน 5 (21.3%) มีความเสี่ยงสูงต้องปิดกิจการภายใน 3 เดือน เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและสายป่านธุรกิจที่สั้น
- เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนได้
- สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เป็นปัจจัยภายนอกสำคัญที่ซ้ำเติมวิกฤต โดยส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยถึง 96.7%
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลกในลักษณะวิกฤตรุมกระหน่ำซ้ำซ้อนจากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การเงิน พลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวนและกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้านต้นทุนและกำลังซื้อ
จากข้อมูลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางถึง 96.7% โดยเป็นผลกระทบระดับปานกลางถึงมาก 56.6% กระทบน้อย 40.1% และไม่กระทบเพียง 3.3% สะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านสภาพคล่องทางการเงิน พบว่าเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 5 มีความเสี่ยงสูงจากรายได้ที่หดตัวตามกำลังซื้อที่ลดลงทันที โดยโครงสร้างสายป่านธุรกิจอยู่ในภาวะน่ากังวล คือ 21.3% ประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน, 59.1% อยู่ได้ 3–6 เดือน, 15.1% อยู่ได้ 7–12 เดือน และเพียง 4.5% เท่านั้นที่อยู่ได้เกิน 1 ปี
โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อยมีความเปราะบางสูงจากรายได้ลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ประกอบกับการพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบจำนวนมาก ทำให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยาก ขณะที่การพัฒนาและยกระดับธุรกิจยังขาดความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น โดย 4 แรงกดดันหลัก ฉุดศักยภาพแข่งขัน ประกอบด้วย
- สภาพแวดล้อมภายนอก (85%) เอสเอ็มอีเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายรัฐ โดยต้องการให้รัฐเร่งสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน (น้ำมัน-ไฟฟ้า) และยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี สังคม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม เพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างห่วงโซ่คุณค่าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
- ต้นทุนและการดำเนินงาน (83%) ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภคเพิ่มสูง ขณะที่สภาพคล่องตึงตัว ภาคธุรกิจเรียกร้องมาตรการลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า และปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานทั้งระยะสั้น-ยาว รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์มในเขตเศรษฐกิจ การติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน พร้อมสนับสนุนแหล่งทุนและองค์ความรู้ผ่านระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาพลังงานชุมชน
- ตลาดและรายได้ (83%) การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรง เอสเอ็มอีปรับราคาขายได้จำกัด จึงต้องการการสนับสนุนขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับสินค้าเพิ่มมูลค่าด้วยคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และแบรนด์ รวมถึงการเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของไทย เพื่อแข่งขันกับต่างชาติ
- โครงสร้างพื้นฐาน-เทคโนโลยี (81%) ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบยังเป็นอุปสรรคหลัก พร้อมกับการขาดระบบบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงต้องการให้รัฐเร่งพัฒนาบริการดิจิทัล เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พร้อมสร้างวินัยทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน
ขณะที่ด้านแรงงานและทักษะ (53%) ยังขาดความรู้ด้านแผนธุรกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และการตลาด จึงต้องเร่งพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์เอสเอ็มอี
ปัญหาสำคัญคือข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า โดย 22.2% ไม่สามารถปรับราคาได้, 48.3% ปรับได้บ้าง, 28.0% ปรับได้บางส่วน และเพียง 1.5% ปรับได้เต็มที่ สะท้อนการแข่งขันสูงและผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา
“ในภาพรวม 74% ของเอสเอ็มอีให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนพลังงานมากกว่าการลงทุนระยะยาว โดยเน้นควบคุมการใช้พลังงานและปรับพฤติกรรมภายในองค์กร”
ขณะที่ 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินหรือหนี้สิน มีเพียง 8% ที่ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินโดยตรง สถานการณ์การเงินที่น่ากังวลสะท้อนผ่านพฤติกรรม ได้แก่ 42.6% ขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้, 26.5% กู้เพิ่ม, 15.2% ปรับโครงสร้างหนี้, 13% ปิดกิจการชั่วคราว และ 2.7% ขายสินทรัพย์เพิ่มสภาพคล่อง
ทั้งนี้ การปรับตัวของเอสเอ็มอีเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ที่ต้องเดินคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เติมเต็มจุดอ่อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
รวมถึงเสนอให้นำนวัตกรรมนโยบายการเงินมาใช้เพื่อความยั่งยืน โดยมีทุนมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนแปลง สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ยืดหยุ่น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวผ่านความท้าทายของภูมิเศรษฐศาสตร์โลกที่ยังยืดเยื้อในระยะยาว
“โจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่การประคองธุรกิจ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เอสเอ็มอีอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแข่งขันสูง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนภายใต้ความเชื่อมั่นและความสามัคคี”







