
ดาวโจนส์ปิดลบ 280.12 จุด นักลงทุนกังวลราคาน้ำมันพุ่ง-เฟดคงดอกเบี้ยไม่เอกฉันท์
ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 280.12 จุด นักลงทุนกังวลราคาน้ำมันพุ่ง เฟดคงดอกเบี้ยด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ และจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดลบ 280.12 จุด โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบหลายประการ
- นักลงทุนวิตกกังวลต่อราคาน้ำมัน WTI ที่พุ่งขึ้นเกือบ 7% จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อ
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ (8 ต่อ 4 เสียง) ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนและสร้างความกังวลให้กับตลาด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (29 เม.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
และจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์
ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และ Microsoft
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,861.81 จุด ลดลง 280.12 จุด หรือ -0.57%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,135.95 จุด ลดลง 2.85 จุด หรือ -0.04% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,673.24 จุด เพิ่มขึ้น 9.44 จุด หรือ +0.04%
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ โดยสมาชิก FOMC จำนวน 8 รายเห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 รายลงมติไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่
โดยสตีเฟน มิแรน โหวตให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่อีก 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน สนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในแถลงการณ์ของเฟด
ผลการประชุมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การประชุมเฟดครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังถูกกดดันจากราคาน้ำมัน WTI ที่พุ่งขึ้นเกือบ 7% หลังจากทำเนียบขาวยืนยันรายงานข่าวที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างจำกัด และทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกเผชิญกับภาวะตึงตัวเป็นเวลานานขึ้น
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาสร้างแรงกดดันต่อตลาดอีกครั้ง นักวิเคราะห์จากบริษัท Lenox ในรัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทั่วโลกที่ยังคงเกิดขึ้นในขณะนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคเอกชนก็จะได้รับผลกระทบ และคาดว่าผลกระทบนี้จะปรากฏให้เห็นในระดับหนึ่งในรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งระบุว่า ทรัมป์ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเชฟรอนและบริษัทพลังงานรายอื่น ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการลดความตื่นตระหนกในตลาดน้ำมัน ในกรณีที่การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.23% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุลดลง 1.1% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.35% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น 0.18%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Robinhood Markets ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ออนไลน์ ร่วงลง 13.2% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่ต่ำกว่าคาด
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของ 4 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในกลุ่ม Magnificent Seven” โดยบริษัท Amazon, Alphabet, Meta Platforms และ Microsoft จะเปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนมี.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.4% หลังจากลดลง 1.2% ในเดือนก.พ.
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 10.8% สู่ระดับ 1.50 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.35 ล้านยูนิต







