
กำไรแบงก์ไทย Q1/69 โตแผ่ว 0.6% รับดอกเบี้ยขาลง แบงก์ใหญ่ 'SCB-BBL'ฉุดภาพรวม
ดอกเบี้ยขาลง กดกำไรธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2569 โตเพียง 0.61% รวม 6.87 หมื่นล้านบาท หลัง SCB-BBL กำไรหดจาก NIM ลดและรายได้ลงทุนชะลอ ขณะธนาคารขนาดกลาง-เล็ก KKP-LHFG-CREDIT โตโดดเด่น
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ระบุว่า ภาพรวมผลประกอบการธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลท. ไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 68,685.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไร 68,270.5 ล้านบาท โดยคิดเป็นการเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ 0.61%YoY
โดยกลุ่มธนาคารที่มีการเติบโตสูงคือ ธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กแสดงศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นมาก นำโดยธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ตามมาด้วยบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัดหรือ LHFG มีกำไรสุทธิ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.86% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และธนาคาร ไทยเครดิต จำกัด หรือ CREDIT มีกำไรสุทธิ 1,164.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.98% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างธนาคาร กรุงศรีอยุธยา หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 8,617.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK มีกำไรสุทธิ 14,667.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% และธนาคาร กรุงไทย จำกัดหรือ KTB มีกำไรสุทธิ 12,437.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.18% ยังคงรักษาระดับการเติบโตเป็นบวกได้ดี
รวมถึงธนาคารอื่นๆ อย่าง CIMBT, TISCO และ TTB ก็มีการเติบโตในทิศทางที่เป็นบวกเช่นกัน,
อย่างไรก็ตาม มีธนาคารขนาดใหญ่สองแห่งที่ผลกำไรปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสนี้ คือ SCB ที่กำไรลดลง 18.5% และ BBL ที่กำไรลดลง 12.87% ซึ่งส่งผลกระทบให้ภาพรวมการเติบโตของทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
สำหรับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ หรือ SCB ที่กำไรสุทธิลดลง 18.5% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.7%YoY ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 5 ครั้ง (4 ครั้งในปี 2568 และอีก 1 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)
ขณะที่รายได้จากการลงทุนและการค้าลดลงถึง 66.5% YoY จากการลดลงของกำไรจากพอร์ตการลงทุนของธนาคารและของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำไรผลประกอบการไว้ได้คือ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 17.7% ในทุกหมวดหลัก เช่น การบริหารความมั่งคั่ง และวาณิชธนกิจ รวมถึงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองที่ลดลง 4.4%
ส่วนธนาคาร กรุงเทพ (BBL) มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49%
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมการอำนวยสินเชื่อที่ลดลง และธนาคารมีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 9,003 ล้านบาท เพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)หรือ SCB กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน ต้นทุนการนำเข้า และภาคการส่งออก ส่งผ่านมายังภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งการประเมินความเสี่ยง การปรับโครงสร้างหนี้ และการสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจ ควบคู่กับการทบทวนพอร์ตสินเชื่อเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยหรือ KTB กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ สินเชื่อรวมขยายตัว 2.4% เทียบกับสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน
ทั้งนี้ ธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงป้องกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้
ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 13.9% โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย
อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ
ด้านนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร กสิกรไทย จำกัดหรือ KBANK กล่าวว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 876 ล้านบาท หรือ 6.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 13,378 ล้านบาท ลดลง 413 ล้านบาท หรือ 2.99% สะท้อนว่าความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักเริ่มเผชิญแรงกดดัน
ปัจจัยสำคัญมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ลดลงเหลือ 31,957 ล้านบาท หดตัว 9.79% จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งอยู่ที่ 2.95% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับการเติบโตของสินเชื่อที่ยังชะลอตัว
ขณะเดียวกัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังเติบโต โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รายได้จากการลงทุน และธุรกิจประกันภัยที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 19,279 ล้านบาท ลดลง 3.85% จากการบริหารต้นทุนบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้อัตราส่วน Cost to Income Ratio อยู่ในระดับต่ำที่ 38.93%
ธนาคารยังคงนโยบายตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง โดยตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาสแรกยังไม่สะท้อนผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาส ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานในระยะถัดไป







