
เอเซีย พลัส ชี้ตลาดชินสงคราม เตือนดีเซลไทยทะลุ 47 บาท เสี่ยงฉุด GDP ต่ำ 1%
บล.เอเซีย พลัส มองตลาดเริ่มชินสงครามอิหร่าน แม้น้ำมันพุ่ง 11% เตือนดีเซลไทยทะลุ 47 บาท เสี่ยงฉุด GDP ต่ำ 1% แนะถือเงินสด 30% ลุยหุ้นปันผล
บล.เอเซีย พลัส ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งขึ้นแรง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ WTI ที่ดีดตัวกว่า 11% ยืนเหนือ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับไม่ตอบสนองเชิงลบมากนัก สะท้อนภาวะ “ชินข่าวสงคราม” ของนักลงทุน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวทรงตัว ขณะที่ตลาดเอเชียปรับตัวขึ้น โดยเกาหลีใต้บวก 2.8% และญี่ปุ่นบวก 1.4% สะท้อนความคาดหวังว่าสถานการณ์อาจไม่ลุกลามรุนแรง หรือมีโอกาสคลี่คลายในระยะถัดไป
แรงหนุนสำคัญมาจากความพยายามทางการทูต ทั้งการเรียกร้องขององค์การสหประชาชาติให้ยุติความขัดแย้ง และการรวมตัวของกว่า 40 ประเทศเพื่อผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ข้อมูลการค้นหาคำว่า “WAR” ใน Bloomberg ที่ลดลงต่อเนื่อง ถูกมองเป็นสัญญาณนำว่าความตึงเครียดอาจเริ่มผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจยังคงรุนแรง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ปรับขึ้นล่าสุดอีก 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาทะลุระดับ 47 บาทต่อลิตร จากก่อนเกิดสงครามที่ต่ำกว่า 30 บาท ถือเป็นแรงกดดันต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจและครัวเรือน
โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะฉุด GDP ไทยลดลง 0.02% และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 1% หรือเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย
ในด้านนโยบายการเงิน ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากเงินเฟ้อในรอบนี้เป็นลักษณะ Cost-Push จากราคาพลังงาน การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุน “ถือเงินสด 30% ของพอร์ต” เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน และทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงแบบ Selective Buy เพื่อรองรับเม็ดเงินจากกองทุน TISA
โดยแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่
- กลุ่มธนาคาร รับประโยชน์ดอกเบี้ยสูง: KTB, BBL, KBANK
- กลุ่ม High Season และอีเวนต์โลก: GULF, BGRIM, ICHI, SAPPE
- กลุ่มพลังงานทางเลือก: GUNKUL
- กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์: CPF, NER, OR, PTT
ขณะที่หุ้นเด่น (Top Picks) ได้แก่ CPF, ERW และ CBG
ด้านการลงทุนต่างประเทศ แนะนำผลิตภัณฑ์ EXPE06 ที่อิงหุ้น Expedia Group ซึ่งจะได้อานิสงส์หากราคาน้ำมันลดลงและการเดินทางฟื้นตัว รวมถึง PINGAN80 ที่อิง Ping An Insurance ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้าที่ลดลง และทิศทาง Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น







