
'กรุงศรี ออโต้' ลุย EV มือสอง-สินเชื่อดิจิทัล ดันสินเชื่อใหม่ 1.62 แสนล้าน
'กรุงศรี ออโต้' ประกาศแผนปี 69 เดินเกม 'Resilient Growth' รับเศรษฐกิจผันผวน ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่โต 6% แตะ 1.62 แสนล้านบาท ลุยนวัตกรรมดิจิทัล-ระบบนิเวศ EV มือสอง
“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Resilient Growth” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อใหม่เติบโต 6% หรือ 162,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี
นางสาวชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน โดยวิจัยกรุงศรีคาด GDP เติบโตราว 2% และอาจลดลงอีก 0.6–0.9% หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน ลดลง 3% และยอดขายรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.72 ล้านคัน ลดลง 1% ส่งผลให้มูลค่าตลาดสินเชื่อยานยนต์อยู่ที่ประมาณ 383,656 ล้านบาท หดตัวราว 4%
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว กรุงศรี ออโต้ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
แกนแรก คือ การยกระดับนวัตกรรมสินเชื่อดิจิทัล “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท” ที่ช่วยให้ลูกค้ารู้กำลังซื้อที่แท้จริงก่อนตัดสินใจซื้อรถ เพิ่มโอกาสให้ดีลเลอร์และพันธมิตรปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น พร้อมขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ
แกนที่สอง คือ การปักธงสร้าง “ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ามือสองครบวงจร” รายแรกในประเทศไทย ต่อยอดบทบาทผู้นำด้านสินเชื่ออีวี โดยใช้แอป “โก บาย กรุงศรี ออโต้” เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อบริการด้านรถและการเงินแบบครบวงจร
แกนสุดท้าย คือ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้มากกว่าสินเชื่อ ผ่านการดูแลลูกค้าตลอดเส้นทางการใช้งาน (User Journey) ตั้งแต่การขอสินเชื่อ การใช้งาน ไปจนถึงการนำข้อมูลเชิงลึกมาพัฒนาเป็นข้อเสนอพิเศษ เพื่อสร้างความผูกพันและกระตุ้นการใช้บริการซ้ำในระยะยาว
“กลยุทธ์ Resilient Growth ไม่ได้มุ่งเพียงตัวเลขการเติบโต แต่เป็นการสร้างรากฐานธุรกิจที่แข็งแรง ผ่านระบบนิเวศที่เชื่อมโยงลูกค้า ดีลเลอร์ และพันธมิตร เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางสาวชญาน์ธิป กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อยานยนต์ ด้วยส่วนแบ่งตลาดในระดับ 25% ควบคู่กับการขยายพอร์ตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่







