
วิจัยกรุงศรี คาดสงครามตะวันออกกลาง กระทบจีดีพีไทยสูงสุด 0.9%
วิจัยกรุงศรี คาดความตึงเครียดตะวันออกกลาง กระทบจีดีพีไทย 0.2-0.9% ระบุหลายอุตสาหกรรมโดนหนัก หวั่นเกษตรกรเจอปัญหาปุ๋ยแพง
KEY
POINTS
- วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า หากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบให้ GDP ของไทยลดลงจากกรณีฐานสูงสุด 0.9%
- ผลกระทบหลักเกิดจากราคาน้ำมันดิบที่อาจพุ่งสูงถึง 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 3.0-4.5%
- อุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดคือกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี พลาสติก และโรงไฟฟ้า
- ภาคการขนส่งและเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) โดย วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ระบุว่า ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9%
สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้ คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น
แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net energy importer) ที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง จึงเผชิญความเสี่ยงสูงจากความไม่สงบในครั้งนี้ แม้มาตรการสำรองพลังงานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาครัฐจะช่วยรองรับผลกระทบได้ในระยะสั้น
”หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมและภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ และกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว”










