thansettakij
thansettakij
'มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรม' เขย่าการค้าโลก ไทยเสี่ยงเสีย 2.3 แสนล้านดอลลาร์

'มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรม' เขย่าการค้าโลก ไทยเสี่ยงเสีย 2.3 แสนล้านดอลลาร์

27 มี.ค. 69 | 04:24 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 04:47 น.

คลื่นมาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรมโลกพุ่งแรง หลังปี 2019 เปลี่ยนเกมการค้าใหม่ ไทยเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง กระทบส่งออกไทยกว่า 67.5% เสียรายได้ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ เสี่ยงเสียสมดุลเศรษฐกิจในระยะยาว

ดร.ณัฐ ธารพานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป่วยอึ๊งภากร เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย"ว่า โลกเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่ “สงครามการค้า” ถูกนิยามผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าแบบดั้งเดิม

ปัจจุบันการแข่งขันระหว่างประเทศได้ขยับเข้าสู่รูปแบบที่ซับซ้อนและลึกยิ่งกว่า นั่นคือ “มาตรการอุตสาหกรรม” ซึ่งครอบคลุมเครื่องมือทางนโยบายที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินอุดหนุน การกำหนดเงื่อนไขการผลิตในประเทศ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงเครื่องมือ แต่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระดับลึก ซึ่งมีนัยสำคัญต่อประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “ราคา” แต่เป็นการแข่งขันด้าน “นโยบายรัฐ” ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นถึงการเร่งตัวของมาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างชัดเจน หลังปี 2019 เป็นต้นมา จำนวนมาตรการเพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ยประมาณ 1,100 มาตรการต่อปี เป็นเกือบ 1,900 มาตรการต่อปีในช่วงปี 2022–2024 โดยมีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป เป็นผู้เล่นหลัก คิดเป็นสัดส่วนรวมกันถึงราว 60% ของมาตรการทั้งหมด

'มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรม' เขย่าการค้าโลก ไทยเสี่ยงเสีย 2.3 แสนล้านดอลลาร์

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ “การแข่งขันเชิงนโยบาย” (Policy Competition) ที่ประเทศต่างๆ ใช้เครื่องมือรัฐเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมของตนเองอย่างเข้มข้น ซึ่งมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุน และทิศทางการค้าในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก หากแต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกติกาโลก งานศึกษาพบว่า มาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของไทยถึงประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 67.5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2025

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงระดับความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยานยนต์ แผงวงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่อยู่ในเป้าหมายของมาตรการอุดหนุนและการคุ้มครองของประเทศมหาอำนาจ

'มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรม' เขย่าการค้าโลก ไทยเสี่ยงเสีย 2.3 แสนล้านดอลลาร์

เมื่อพิจารณาในเชิงรายตลาด ความเสี่ยงยิ่งชัดเจนมากขึ้น สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อยู่ในกลุ่มสินค้าที่แข่งขันโดยตรงกับสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกไปจีนมูลค่าประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็เผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยกำลังเผชิญกับ “การแข่งขันที่ไม่สมมาตร” (Asymmetric Competition) เนื่องจากประเทศมหาอำนาจสามารถใช้ทรัพยากรทางการคลังจำนวนมหาศาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมของตน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องมือเชิงนโยบาย

หนึ่งในลักษณะสำคัญของมาตรการอุตสาหกรรมยุคใหม่ คือ การใช้เงินอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากมาตรการภาษีที่มักมีผลในระยะสั้น โดยพบว่ามาตรการอุดหนุนส่วนใหญ่มีระยะเวลามากกว่า 1 ปี และมีลักษณะของการตอบโต้กันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

ข้อมูลชี้ว่า 70–80% ของมาตรการอุดหนุนใหม่ถูกประกาศภายใน 12 เดือน หลังจากประเทศอื่นเริ่มใช้นโยบายในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าสู่ “สงครามเงินอุดหนุน” ที่มีความยาวและลึกกว่าการขึ้นภาษีแบบเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายของมาตรการอุตสาหกรรมก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการแก้ไขความล้มเหลวของตลาดหรือการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันกลับหันไปเน้นเรื่อง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี” มากขึ้น

ในปี 2025 พบว่า มาตรการที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงมีสัดส่วนสูงถึง 44% ในจีน และ 63% ในสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่า นโยบายเศรษฐกิจได้ถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายด้าน โดยไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสินค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่การขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 27.7% ต่อปีตั้งแต่ปี 2020

ในด้านราคา ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หดตัว –0.14% สะท้อนแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) หดตัว –2.3% และอยู่ในแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่อภาคการผลิตในประเทศ

แนวโน้มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการค้า แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของภาคธุรกิจ

ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากเดิมที่เน้นการตั้งรับต่อแรงกดดันภายนอก ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สามารถรับมือกับการแข่งขันในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการแรก การพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

ประการที่สอง การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือการใช้มาตรการตอบโต้เงินอุดหนุน ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ควรถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ประการที่สาม การยกระดับความลึกของความตกลงการค้าเสรี (FTA) จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ โดยหลักฐานชี้ว่า FTA เชิงลึกสามารถเพิ่มการค้าสินค้าได้ประมาณ 25% และบริการประมาณ 30% ในระยะยาว

และประการสุดท้าย ไทยควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะในประเด็นใหม่ที่กำลังกลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน เช่น เงินอุดหนุน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และการค้าดิจิทัล

ในโลกที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลไกตลาด แต่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายของรัฐ ประเทศที่สามารถออกแบบและใช้เครื่องมือเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ตามกติกา” ไปสู่ “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ประเทศจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว