
โกลเบล็กชี้ SET ผันผวน กรอบ 1,400 จุด สงครามกดตลาด ลุ้นน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
โกลเบล็กประเมิน SET ผันผวนในกรอบ 1,400–1,450 จุด แม้การเมืองไทยคลี่คลาย หลัง “อนุทิน” นั่งนายกฯ แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง ยังเป็นตัวกดดันหลัก
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แม้ปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ GBS ระบุว่า ดัชนี SET มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400–1,450 จุด โดยแรงหนุนจากการเมืองภายในประเทศยังไม่เพียงพอที่จะดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาเต็มที่ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากประเด็นการวินิจฉัยรูปแบบบัตรเลือกตั้งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันสำคัญยังคงอยู่ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก โดย QatarEnergy ประเมินว่าการส่งออก LNG อาจลดลงถึง 17% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยอาจฉุด GDP ลดลงราว 0.2–0.7% และเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในมุมของนโยบายการเงิน ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลกยังทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศมีข้อจำกัดในการลดอัตราดอกเบี้ย โดยเครื่องมือ FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปถึงกลางปี 2570
แม้เศรษฐกิจสหรัฐยังมีสัญญาณเชิงบวกในภาคแรงงาน โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงเหลือ 205,000 ราย ต่ำกว่าคาดการณ์ แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่สมดุล
สำหรับปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทั้งข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย GBS แนะนำให้เน้นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มพลังงานและถ่านหิน เช่น BANPU, LANNA และ AGE รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทนและสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น BBGI, PCE และ SMO
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การจัดพอร์ตลงทุนที่ยืดหยุ่นและเลือกหุ้นตามธีมพลังงานยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือความผันผวนในระยะนี้






