
ก.ล.ต.ลุยปิดช่องฟอกเงินผ่านหุ้น สกัดบัญชีม้าลามตลาดทุน
ก.ล.ต. เร่งอุดช่องโหว่ KYC ตลาดทุน หลังมิจฉาชีพย้ายฐานจากแบงก์สู่โบรกเกอร์ เตรียมออกมาตรการใหญ่ต้นเม.ย. ยกระดับมอนิเตอร์ธุรกรรม-ปิดทางเงินสกปรก
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. เร่งปิดช่องโหว่การฟอกเงินผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หลังพบว่ามิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์หันมาใช้เป็นเส้นทางผ่านของเงินจากบัญชีม้า
- มิจฉาชีพใช้วิธีโอนเงินจากบัญชีม้าเข้าบัญชีหลักทรัพย์แล้วถอนออกอย่างรวดเร็ว เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้ดูเหมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุน
- ก.ล.ต. ประสานงานกับตำรวจ ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมออกมาตรการร่วมกันเพื่อยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมที่น่าสงสัยและสกัดกั้นบัญชีม้าในตลาดทุน
สัญญาณเตือนความเสี่ยงใหม่ในตลาดทุนไทยเริ่มชัดขึ้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งเดินเกมเชิงรุก ปิดช่องโหว่ 'ฟอกเงินผ่านบัญชีหุ้น' หลังพบพฤติกรรมมิจฉาชีพย้ายฐานจากภาคธนาคารเข้าสู่ระบบโบรกเกอร์ที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงง่ายในยุคดิจิทัล
ล่าสุดกรณีตำรวจสอบสวนกลางได้ขยายผลการจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายขบวนการฟอกเงิน ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบว่ามีการนำเงินจากเหยื่อ โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้น Webull ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้า เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ก.ล.ต.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สอบถามบริษัทหลักทรัพย์ WEbull (วีบูล) ตามประบวนการและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดย WEbull ยืนยันหนักแน่นว่า บริษัทดำเนินกระบวนการตรวจสอบและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ทางสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดไว้อย่างถูกต้องทุกประการ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาเคยส่งสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่บางประการที่อาจเอื้อต่อการกระทำผิดกฎหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว
ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่เป็นต้นตอของข้อกังวลใจอยู่ที่กระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน หรือ KYC ในฝั่งขาออก ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะยังมีความหลวมหรือเป็นจุดเปราะบางที่มิจฉาชีพเลือกใช้ประโยชน์
โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เรียกกันในวงการว่าการ ‘เปลี่ยนเสื้อ’ หรือการฟอกเงินผ่านบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งมักจะแสดงออกในรูปแบบของการโอนเงินจากบัญชีธนาคารเข้าสู่ Wallet ของบริษัทหลักทรัพย์แล้วดำเนินการถอนออกทันทีในระยะเวลาอันสั้น
แม้ว่าในทางปฏิบัติการทำธุรกรรมดังกล่าวจะเป็นสิทธิที่ลูกค้าทำได้และเงินนั้นจะถูกโอนกลับไปยังบัญชีธนาคารที่มีชื่อตรงกับเจ้าของบัญชีหลักทรัพย์ตามเกณฑ์ก.ล.ต.แล้วก็ตาม แต่ในมุมการป้องกันอาชญากรรม หากบัญชีธนาคารต้นทางเป็น ‘บัญชีม้า’ มาตั้งแต่แรก การปล่อยให้มีการหมุนเงินผ่านระบบหลักทรัพย์ด้วยความรวดเร็วโดยไม่มีมาตรการหน่วงเหนี่ยวที่เพียงพอ ย่อมทำให้ระบบของบริษัทหลักทรัพย์กลายเป็นทางผ่านของเงินสกปรกได้โดยง่าย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ WEbull ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องเร่งเครื่องยกระดับมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพมองเห็นช่องว่าง หลังจากที่ภาคธนาคารได้มีการกวดขันอย่างหนักจนกลุ่มคนผู้กระทำผิดเริ่มขยับเป้าหมายมายังตลาดทุนที่มีความสะดวกและรวดเร็วของระบบออนไลน์เป็นจุดดึงดูด
ทั้งนี้ ก.ล.ต.ไม่ได้มองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ ‘การปิดประตูบ้าน’ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ จึงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ปปง. ธนาคารแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการมอนิเตอร์ธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Activity) และการสร้างมาตรฐานการหน่วงเงินที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานหรือความสะดวกของผู้ลงทุนจนเกินไป
ความคืบหน้าล่าสุดนั้น ก.ล.ต. กำลังอยู่ระหว่างการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อจัดเตรียม ‘Joint Statement’ หรือแพ็คเกจมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ชุดใหญ่ที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้
การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศการลงทุนไทย โดย ก.ล.ต. ย้ำชัดว่า การยกระดับเกณฑ์ KYC/CDD ให้มีความเข้มข้นขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องของการจ้องจับผิดกฎหมายเสมอไป แต่เป็นการอุดช่องโหว่จากความล่าช้าหรือความผิดพลาดของระบบที่อาจเกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยีหรือตัวบุคคล
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความมั่นใจว่า ตลาดทุนไทยไม่ใช่เพียงแค่แหล่งสร้างผลตอบแทน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยมิจฉาชีพในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
นอกจากเรื่องบัญชีม้าแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทหลักทรัพย์เพื่อหลอกให้คนโอนเงิน โดยใช้ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่มีใบอนุญาตถูกต้องมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งสร้างภาระให้กับบริษัทหลักทรัพย์อย่างมากในการต้องจัดการกับเงินที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจน และยังเสี่ยงต่อการที่บัญชีของบริษัทเองจะถูกอายัดหากเข้าไปอยู่ในวงจรของมิจฉาชีพโดยไม่ตั้งใจ
ทาง ก.ล.ต. จึงพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อพลิกโฉมประเทศ ให้สามารถรองรับธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลได้คล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเป้าหมายในอนาคตคือ การทำให้ ‘หน่วยลงทุน’ สามารถซื้อขายผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน ในรูปแบบ Tokenization ที่จะเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นไทยผ่านกองทุนรวมได้โดยตรง
“ก.ล.ต.ยืนยันว่า การทำงานทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลตามหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อปิดจุดอ่อนของอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ โดยไม่ต้องการเจาะจงลงไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการยกมาตรฐานทั้งระบบเพื่อรับมือกับภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล”นางพรอนงค์กล่าวทิ้งท้าย
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2569






