
กรุงไทย CIO หั่นน้ำหนักลงทุนหุ้นสู่ Neutral พิษฮอร์มุซเขย่าพลังงาน-เงินเฟ้อ
Krungthai CIO ปรับลดน้ำหนักลงทุนหุ้นระยะสั้น หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดพลังงานโลก เสี่ยงดันเงินเฟ้อเร่งตัว กระทบกำไรบริษัท แนะใช้ Barbell Strategy ถือทองคำ 5–10% ลดความผันผวน
Krungthai Chief Investment Office (CIO) ธนาคารกรุงไทย ปรับมุมมองการลงทุนระยะสั้นสู่ระดับระมัดระวังมากขึ้น โดยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจากระดับ “Slightly Overweight” ลงสู่ “Neutral” หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
รายงานระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกเกิดความไม่แน่นอน หลังมีเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมด และเพิ่มความกังวลต่อภาวะ Supply Disruption ในตลาดพลังงานโลก
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มส่งผ่านไปยังสินค้าโภคภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ ผ่านต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัว ซึ่งอาจกระทบต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป
Krungthai CIO มองว่า แม้ในระยะกลางตลาดหุ้นโลกยังมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้าง แต่ความไม่แน่นอนในระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ระมัดระวังมากขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนคงสัดส่วนการลงทุนเดิม และทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วง 5–10% เพื่อสร้าง Margin of Safety
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำใช้ Barbell Strategy โดยกระจายการลงทุนระหว่างหุ้นกลุ่มเติบโต เช่น เทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ กับหุ้นกลุ่มเชิงรับ เช่น Healthcare เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตในภาวะตลาดผันผวน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ถือครองทองคำในสัดส่วน 5–10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
พร้อมกันนี้ Krungthai CIO ได้ปรับลดคำแนะนำตลาดหุ้นหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ อินเดีย และเวียดนาม ลงสู่ระดับ “Neutral” เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อยูโรโซน และสัญญาณจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในงาน Nvidia GTC ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป











