thansettakij
thansettakij
KKP เตือนวิกฤตฮอร์มุซเขย่าเศรษฐกิจไทย เสี่ยงถดถอยหากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์

KKP เตือนวิกฤตฮอร์มุซเขย่าเศรษฐกิจไทย เสี่ยงถดถอยหากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์

17 มี.ค. 2569 | 07:30 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มี.ค. 2569 | 07:31 น.

KKP ชี้วิกฤตฮอร์มุซกระทบเศรษฐกิจไทยหนัก เสี่ยง GDP เหลือไม่ถึง 0.7% หากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ แนะรัฐเลิกอุดหนุนเหมาเข่ง หันช่วยเฉพาะกลุ่ม

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบล่าสุดมีนัยสำคัญแตกต่างจากอดีต เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการใช้น้ำมันทั่วโลก

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงแรงกดดันด้านราคา แต่เป็นความเสี่ยงด้าน “อุปทานพลังงาน” ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ มีความเปราะบางสูง โดยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 58% และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ราว 29% ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและการขาดแคลนพลังงาน

ด้านนโยบาย นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขีดความสามารถของภาครัฐในการอุดหนุนพลังงานมีข้อจำกัด โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลราว 18 บาทต่อลิตร หรือมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีภาระหนี้ค้างจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้ากว่า 70,000 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

การอุดหนุนราคาพลังงานในลักษณะ “เหมาเข่ง” จึงอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว และมีความเสี่ยงบิดเบือนกลไกตลาด โดยเสนอให้ปรับรูปแบบเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางแทน เพื่อจำกัดภาระทางการคลังและรักษาวินัยทางการเงินของประเทศ

รัฐบาลควรทยอยปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น แม้จะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงถึง 12% แต่ควรใช้มาตรการชดเชยแบบตรงจุดเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ

สำหรับแนวทางรับมือในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลาง รวมถึงสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดการกักตุนสินค้า

ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่ถึง 20% เทียบกับหลายประเทศที่อยู่ระดับ 50% พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป และพลังงานลม

ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภค เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งและอุปสงค์โลกที่ชะลอ

นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP

KKP ยังประเมิน 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย โดยในกรณีฐาน หากสถานการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน GDP ไทยอาจเติบโต 1.8% แต่หากยืดเยื้อ 6 เดือน GDP อาจลดลงเหลือ 1.4% และในกรณีรุนแรง หากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเติบโตต่ำกว่า 0.7% หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย

ทั้งนี้ แม้เงินเฟ้อในกรณีรุนแรงอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่หากราคาพลังงานปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนาน อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไป