thansettakij
thansettakij
สมาคมพลาสติก ผวาวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบรุนแรง มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้

สมาคมพลาสติก ผวาวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบรุนแรง มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้

นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ผวาวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง มีเงินก็ซื้อไม่ได้ นับถอยหลังของขาดตลาด ซ้ำเกิดวิกฤตซ้อนจากการขาดแคลนสารทำละลายที่ใช้ในการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ กระทบลูกโซ่สินค้าที่ต้องมีฉลากตามกฎหมาย

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อซัพพลายเชนน้ำมันและปิโตรเคมี
  • ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME ได้รับผลกระทบหนักจนบางส่วนต้องหยุดการผลิตแล้ว และคาดว่าวัตถุดิบในสต็อกที่มีอยู่อาจใช้ได้ถึงแค่สิ้นเดือนเมษายนเท่านั้น
  • นอกจากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ยังเกิดวิกฤตซ้อนจากการขาดแคลนสารทำละลายที่ใช้ในการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าที่ต้องมีฉลากตามกฎหมายได้

สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด การขนส่งน้ำมันดิบผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกหยุดชะงัก ทำให้ซัพพลายน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีในตลาดโลกตึงตัว และเริ่มส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกไทยในขณะนี้ว่า กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรงจากผลกระทบของวิกฤตพลังงานและซัพพลายเชนโลก ส่งผลให้กำลังการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มมีผู้ประกอบการบางส่วนต้องหยุดการผลิตแล้ว

วิกฤตพลาสติกไทย ยื้อได้แค่สิ้นเดือน เม.ย.

นายวิเชียรอธิบายว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำเป็นผู้ผลิตสารตั้งต้น เช่น โพรพิลีน และเอทิลีน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากแนฟทาที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ จากนั้นจึงส่งต่อไปยังโรงงานกลางน้ำเพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนส่งต่อให้ผู้ประกอบการปลายน้ำ หรือกลุ่มคอนเวอร์เตอร์ นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ซองสินค้า หรือชิ้นส่วนเครื่องใช้ในครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการผลิตในภาคต้นน้ำได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากโรงงานบางแห่งที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักต้องหยุดเดินเครื่อง เพราะไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ ส่งผลให้ปริมาณซัพพลายของสารตั้งต้นลดลงอย่างมาก โดยประเมินว่าขณะนี้ซัพพลายวัตถุดิบต้นน้ำเหลือเพียงประมาณ 40–50% ของกำลังการผลิตปกติ ซึ่งส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกและผู้ประกอบการปลายน้ำ

นายวิเชียรกล่าวว่า ผลกระทบเริ่มเห็นชัดในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) เนื่องจากมีสต็อกวัตถุดิบไม่มาก ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 15 แห่งต้องหยุดการผลิตแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตถึงสิ้นเดือนมีนาคม หรือบางส่วนอาจยืดได้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยาวที่สุดไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน หากยังไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบล็อตใหม่เข้ามาได้

“ปกติผู้ประกอบการจะมีสต็อกประมาณ 30–45 วัน แต่ปัญหารอบนี้รุนแรง เพราะผู้ผลิตวัตถุดิบบางรายประกาศ Force Majeure ยกเลิกการส่งมอบสินค้า หรือปรับลดปริมาณส่งมอบเหลือเพียงบางส่วน ทำให้แผนการผลิตของผู้ประกอบการปลายน้ำได้รับผลกระทบตามไปด้วย” นายวิเชียรกล่าว

อย่างไรก็ดีหากสถานการณ์การขนส่งวัตถุดิบผ่านเส้นทางหลักสามารถกลับมาเป็นปกติได้ทันที ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 60 วัน กว่าที่วัตถุดิบจะเดินทางถึงประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการผลิต และผลิตเป็นเม็ดพลาสติกออกสู่ตลาดได้

ไฟลามทุ่ง วัตถุดิบพิมพ์ซองขาดแคลน

นายวิเชียรกล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามคือกระบวนการ พิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใช้ฟิล์มพลาสติกประเภท BOPP ที่ต้องผ่านกระบวนการพิมพ์ลวดลายและข้อมูลสินค้า ก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นซองบรรจุภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์เริ่มขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะ โทลูอีน (Toluene) ซึ่งเป็นสารทำละลายสำคัญในอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท เป็นกว่า 120 บาท และยังหาซื้อได้ยากในตลาด

ขณะเดียวกันยังมีวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดคือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ โดยประเทศไทยไม่มีการผลิตในประเทศและต้องนำเข้า 100% ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงหากซัพพลายจากต่างประเทศสะดุด เนื่องจากหากไม่มี IPA ก็จะไม่สามารถดำเนินกระบวนการพิมพ์ได้

“ตัวทำละลายหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมมี 3 ชนิด คือ โทลูอีน IPA และ EA โดยโทลูอีนกับ EA มีการผลิตในประเทศไทย แต่เมื่อโรงกลั่นลดกำลังการผลิต ซัพพลายก็ลดลงตามไปด้วย ส่วน IPA ต้องนำเข้า 100%” นายวิเชียรกล่าว

นายวิเชียรระบุว่า ปัจจุบันหนึ่งในแหล่งนำเข้าหลักของไทยคือเกาหลีใต้ แต่ล่าสุดมีมาตรการจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ทำให้ซัพพลาย IPA จากเกาหลีใต้หยุดชะงัก ส่งผลให้ตลาดในประเทศตึงตัวอย่างมาก โดยสต็อกที่เหลืออยู่ในระบบคาดว่าจะเพียงพอใช้ได้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อ แม้จะมีฟิล์มพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่มีสารทำละลายสำหรับการพิมพ์ ก็ไม่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค้าและข้อมูลสินค้าได้ เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือกระสอบบรรจุข้าวสารเพื่อการส่งออก ซึ่งต้องมีการพิมพ์แบรนด์และรายละเอียดสินค้า ทำให้ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการขาดแคลนเม็ดพลาสติกเสียอีก” นายวิเชียรกล่าว

ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจมีทางเลือกในการลดการพิมพ์ เช่น การขึ้นรูปโลโก้บนขวดน้ำดื่มแทนการสกรีนฉลาก อย่างไรก็ตาม สินค้าหลายประเภทไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะข้อกำหนดของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องแสดงรายละเอียดสินค้าและข้อมูลสำคัญผ่านการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์

รัฐผ่อนปรน-หาตลาดใหม่ ทางรอดพลาสติกไทย

นายวิเชียรจึงเสนอว่า ในช่วงวิกฤต ภาครัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการผ่อนปรนหรือให้ข้อยกเว้นชั่วคราวสำหรับข้อกำหนดบางประการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และเดินสายการผลิตต่อไปได้ในภาวะที่วัตถุดิบขาดแคลน และ

ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเจรจากับประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถนำเข้าสินค้าบางประเภทได้ในกรณีพิเศษ รวมถึงพิจารณาปรับลดข้อจำกัดด้านภาษีและเปิดทางให้มีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายบางภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและผู้ประกอบการควรใช้พลาสติกอย่างประหยัดและหลีกเลี่ยงการกักตุนสินค้า เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบซัพพลายเชนในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย