

KEY
POINTS
สถิติย้อนหลัง 20 ปี InterGOLD พบว่า ราคาทองคำมักปรับขึ้นแรง 2-4 สัปดาห์ก่อนตรุษจีน มีโอกาสทำกำไรสูงถึง 70% จากแรงซื้อเชิงฤดูกาลและการปรับพอร์ตต้นปีของนักลงทุน
เมื่อเข้าใกล้ตรุษจีนเพียง 1 วันถึง 1 สัปดาห์ โอกาสที่ราคาจะขึ้นต่อเหลือประมาณ 50% และผลตอบแทนคาดหวังลดลง สะท้อนว่า ปัจจัยบวกถูกสะท้อนในราคาไปมากแล้ว
นักลงทุนที่มีทองคำควรทยอยทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนผู้ที่ยังไม่มีสถานะควรรอจังหวะราคาปรับฐานหลังตรุษจีน เข้าสะสมใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2
ราคาทองคำในช่วงต้นปี 2569 กลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับปัจจัยเชิงฤดูกาลและกระแสเงินทุนในตลาดโลก
ล่าสุดบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด (InterGOLD) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลัง 20 ปี ระหว่างปี 2549-2568 พบว่า ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนถือเป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญของวัฏจักรราคาทองคำ โดยได้รับแรงหนุนจากปรากฏการณ์ “January Effect” ที่มักทำให้สินทรัพย์การเงินปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปี
นายเศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์ หัวหน้าทีมเทรดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัดเปิดเผยว่า การปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันในช่วงต้นปี รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ทองคำได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
แรงส่งดังกล่าวมักต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ดีมานด์การซื้อทองคำจริงเพิ่มขึ้นควบคู่กับแรงเก็งกำไรในตลาด
ผลการทำ Data Back test ย้อนหลัง 20 ปี พบว่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสูงที่สุดในช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนวันตรุษจีน โดยมีอัตราความน่าจะเป็นในการสร้างผลตอบแทนเป็นบวก หรือ Win Rate สูงถึง 70% และให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยอยู่ที่ 1.88-2.76%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วง 1 วันถึง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาล โอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นต่อจะลดลงเหลือประมาณ 50% ขณะที่ผลตอบแทนคาดหวังลดลงเหลือเพียง 0.32% สะท้อนว่าปัจจัยบวกส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว
ในเชิงกลยุทธ์ InterGOLD มองว่า นักลงทุนที่สะสมทองคำมาตั้งแต่ต้นปีควรเริ่มพิจารณาทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้านสำคัญในช่วงเทศกาล เพื่อลดความเสี่ยงจากการพักฐานหลังจบตรุษจีน
ขณะที่นักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะ ไม่ควรเร่งเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดมีความร้อนแรง แต่ควรรอจังหวะการปรับฐานเพื่อเข้าสะสมใหม่ในระดับราคาที่ได้เปรียบเชิงต้นทุนมากกว่า
มุมมองดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับจังหวะตลาด หรือ Market Timing มากกว่าการไล่ตามกระแสราคา เนื่องจากสถิติระยะยาวชี้ว่า ราคาทองคำมีลักษณะเคลื่อนไหวเป็นรอบ
โดยหลังจากแรงซื้อช่วงต้นปีและตรุษจีนผ่านไป ตลาดมักเข้าสู่ช่วงสร้างฐานใหม่ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับการเข้าสะสมเพื่อรอรอบขาขึ้นถัดไปในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ของปี
ในบริบทของตลาดการเงินโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีวินัยและไม่ไล่ราคา จึงยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง
การเข้าใจวัฏจักรของตลาดจะช่วยให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเข้าซื้อในจังหวะปลายรอบ และสามารถรอจังหวะสะสมในช่วงที่ตลาดกลับสู่สมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ