thansettakij
ดาวโจนส์ปิดบวก 48.95 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอ หนุนความหวังเฟดลดดอกเบี้ย

ดาวโจนส์ปิดบวก 48.95 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอ หนุนความหวังเฟดลดดอกเบี้ย

14 ก.พ. 2569 | 02:16 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.พ. 2569 | 02:16 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 48.95 จุด หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯชะลอตัว หนุนความหวังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายนตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 48.95 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
  • ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัว
  • ข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงทำให้นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน

ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันศุกร์ (13 ก.พ.) 

โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง 

แต่ดัชนี Nasdaq ปิดลบ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่ปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) อาจเข้ามาสร้างแรงกระทบต่อธุรกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,500.93 จุด เพิ่มขึ้น 48.95 จุด หรือ+0.10%
  • ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,836.17 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด หรือ +0.05% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,546.67 จุด ลดลง 50.48 จุด หรือ -0.22%

ซึ่งตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลง โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.23% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย., ดัชนี S&P500 ลดลง 1.39% และดัชนี Nasdaq ลดลง 2.1%

ดาวโจนส์ปิดบวก 48.95 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอ หนุนความหวังเฟดลดดอกเบี้ย

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเคลื่อนไหวผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าผลกำไรจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้าน AI มากเพียงใด รวมถึงต้นทุนการลงทุนจำนวนมากที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดการซื้อขายในแดนบวก 

หลังข้อมูลระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 52.3% จากเดิม 48.9% ตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่กลับอ่อนตัวลงในช่วงท้ายตลาด ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังก่อนถึงวันหยุดเนื่องในวันประธานาธิบดี (Presidents Day) ของสหรัฐฯ ในวันจันทร์

นักวิเคราะห์กล่าวว่า หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นตัวถ่วงตลาด โดยตลาดอยู่ในภาวะเปราะบางมาสองสัปดาห์แล้ว และเมื่อใกล้เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสามวัน ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ตลาดจะอ่อนตัวลงในช่วงท้ายวัน

ตลาดหุ้นชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ AI ได้สร้างแรงกดดันในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ประกันภัย ไปจนถึงบริษัทขนส่งสินค้า 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของ S&P500 ปิดบวก 0.9% ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P500 ปรับตัวลง 0.5%

แม้แนวโน้มเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้น แต่นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดจะยังคงผันผวนต่อไป เนื่องจากนักลงทุนต้องรับมือกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.ปีนี้ และการคาดการณ์ว่า เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด จะถูกแทนที่โดยเควิน วอร์ช ในเดือนพ.ค.

นักวิเคราะห์ระบุว่า ในอดีตนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้นำเฟดในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดมักเผชิญภาวะดิ่งลงระดับเลขสองหลักทุกครั้ง

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวอ่อนแอ โดยหุ้น Nvidia และ Apple Inc เป็นตัวถ่วงสำคัญต่อดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้น Applied Materials เป็นแรงหนุนหลัก

หุ้น Applied Materials พุ่งขึ้น 8.1% หลังบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิปคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคซึ่งเป็นกลุ่มปลอดภัยพุ่งขึ้น 2.69% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.48% โดยเป็นสองกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาวระบุว่า ไม่มีมูลความจริงต่อรายงานที่ว่า รัฐบาลมีแผนจะลดภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม

หุ้นผู้ผลิตเหล็กบางรายยังเผชิญแรงกดดัน โดยหุ้น Nucor ร่วงลงเกือบ 3% และหุ้น Steel Dynamics ร่วงลง 3.9% ขณะที่หุ้นผู้ผลิตอะลูมิเนียม Alcoa ลดลง 0.9% และหุ้น Century Aluminum ร่วงลง 7.4%