

KEY
POINTS
การเมืองสหรัฐฯ กำลังแทรกซึมเข้าสู่หัวใจของนโยบายการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศผ่าน Truth Social ว่า เตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระกลางปีนี้
ถ้อยคำของทรัมป์ไม่เพียงเป็นการ 'ส่งชื่อ' แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงการเมืองอย่างชัดเจน โดยยกย่องวอร์ชว่าเป็นบุคคลที่ 'ตรงสเปกทุกอย่าง' และอาจถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ดีที่สุด ท่ามกลางคำถามสำคัญจากตลาดการเงินทั่วโลกว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ หรือไม่
วอร์ชเป็นอดีตกรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งในปี 2006 สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ขณะมีอายุเพียง 35 ปี นับเป็นหนึ่งในกรรมการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นบุคคลที่ผ่านสมรภูมิใหญ่ที่สุดของระบบการเงินโลกอย่างวิกฤติการเงินปี 2008–2009
ในช่วงวิกฤติซับไพรม์ วอร์ชมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการประสานงานระหว่างเฟด กระทรวงการคลังสหรัฐ และภาคการเงิน เพื่อพยุงเสถียรภาพของระบบ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่ 'รู้ระบบจากภายใน' ทั้งฝั่งวอลล์สตรีทและวอชิงตัน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 วอร์ชเคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งตำแหน่งประธานเฟด แต่ทรัมป์ในยุควาระแรกเลือกพาวเวลล์แทน การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระยะยาวระหว่างทรัมป์กับผู้นำเฟด และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอร์ชกลับมาอยู่ในเรดาร์อีกครั้งในยุค 'ทรัมป์ 2.0'
สิ่งที่ทำให้ตลาดจับตาวอร์ชมากกว่าประวัติส่วนตัว คือแนวคิดเชิงนโยบายที่เขาเรียกร้องให้เกิด 'regime change' ภายในธนาคารกลางสหรัฐ
วอร์ชวิพากษ์วิจารณ์เฟดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายงบดุลขนาดใหญ่ การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และกรอบนโยบายที่เขามองว่าบิดเบือนกลไกตลาด เขาสนับสนุนให้เฟดลดบทบาทลง กลับสู่กรอบนโยบายที่เข้มงวด คาดการณ์ได้ และระมัดระวังการอัดฉีดสภาพคล่องระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐคนปัจจุบัน และถูกมองว่าเป็นจุดร่วมสำคัญระหว่างวอร์ชกับทีมเศรษฐกิจของทรัมป์
แม้ในอดีตวอร์ชจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 'สายเหยี่ยว' ที่กังวลเงินเฟ้อและสนับสนุนดอกเบี้ยสูง แต่ในช่วงหลังเขาเริ่มปรับท่าที โดยออกมาเรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปี 2025 สอดคล้องกับจุดยืนของทรัมป์
การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าว ทำให้ตลาดตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของเฟด หากวอร์ชขึ้นดำรงตำแหน่งจริง อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการตัดสินใจต้องผ่านมติของคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีกรรมการรวม 12 เสียง
ขณะเดียวกัน กระบวนการรับรองในวุฒิสภายังเผชิญความไม่แน่นอน หลังเฟดถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายเรียก สอบสวนประเด็นคำให้การของพาวเวลล์ต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานเฟด ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มเติม
ในมิติส่วนตัว วอร์ชยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจทางการเมือง โดยแต่งงานกับ “เจน ลอเดอร์” บุตรสาวของโรนัลด์ ลอเดอร์ ทายาทอาณาจักรเครื่องสำอาง Estée Lauder และผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้พรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของทรัมป์ที่ Wharton School
ล่าสุด กลุ่มลอเดอร์ได้บริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์ให้กับ MAGA Inc. ซูเปอร์พีเอซีของทรัมป์ ยิ่งตอกย้ำภาพความเชื่อมโยงระหว่างการเมือง ทุน และนโยบายการเงิน
การเสนอชื่อเควิน วอร์ช ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่สะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการ “รีเซ็ต” บทบาทธนาคารกลางสหรัฐ ทั้งในเชิงแนวคิดและทิศทางนโยบาย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า วอร์ชจะเป็นประธานเฟดหรือไม่ แต่คือ เฟดในยุคถัดไปจะยังคงความเป็นอิสระได้มากเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ตลาดโลกกำลังรอคำตอบ
แหล่งที่มา : Bloomberg