thansettakij
เปิดประวัติ 'เควิน วอร์ช' ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ที่ทรัมป์เลือก

เปิดประวัติ 'เควิน วอร์ช' ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ที่ทรัมป์เลือก

02 ก.พ. 2569 | 08:07 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 09:18 น.

'เควิน วอร์ช' ตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ ผู้เคยพลาดเก้าอี้ในปี 2017 กลับมาในจังหวะที่การเมืองสหรัฐฯ กดดันนโยบายการเงินสูงสุด

KEY

POINTS

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แทนเจอโรม พาวเวลล์
  • วอร์ชเป็นอดีตกรรมการเฟดที่มีประสบการณ์จากวิกฤตการเงินปี 2008 และมีแนวคิดต้องการปฏิรูปนโยบายของเฟดครั้งใหญ่ โดยวิจารณ์มาตรการ QE และสนับสนุนให้เฟดลดบทบาทลง
  • ท่าทีของเขาที่เปลี่ยนมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยซึ่งสอดคล้องกับทรัมป์ ประกอบกับความเชื่อมโยงทางการเมืองผ่านครอบครัว ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นอิสระของเฟดในอนาคต

การเมืองสหรัฐฯ กำลังแทรกซึมเข้าสู่หัวใจของนโยบายการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศผ่าน Truth Social ว่า เตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระกลางปีนี้

ถ้อยคำของทรัมป์ไม่เพียงเป็นการ 'ส่งชื่อ' แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงการเมืองอย่างชัดเจน โดยยกย่องวอร์ชว่าเป็นบุคคลที่ 'ตรงสเปกทุกอย่าง' และอาจถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ดีที่สุด ท่ามกลางคำถามสำคัญจากตลาดการเงินทั่วโลกว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ หรือไม่

จากกรรมการเฟดอายุน้อยที่สุด สู่ตัวแทนท้าทายระบบเดิม

วอร์ชเป็นอดีตกรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งในปี 2006 สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ขณะมีอายุเพียง 35 ปี นับเป็นหนึ่งในกรรมการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นบุคคลที่ผ่านสมรภูมิใหญ่ที่สุดของระบบการเงินโลกอย่างวิกฤติการเงินปี 2008–2009

ในช่วงวิกฤติซับไพรม์ วอร์ชมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการประสานงานระหว่างเฟด กระทรวงการคลังสหรัฐ และภาคการเงิน เพื่อพยุงเสถียรภาพของระบบ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่ 'รู้ระบบจากภายใน' ทั้งฝั่งวอลล์สตรีทและวอชิงตัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 วอร์ชเคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งตำแหน่งประธานเฟด แต่ทรัมป์ในยุควาระแรกเลือกพาวเวลล์แทน การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระยะยาวระหว่างทรัมป์กับผู้นำเฟด และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอร์ชกลับมาอยู่ในเรดาร์อีกครั้งในยุค 'ทรัมป์ 2.0'

'Regime Change' เฟดต้องเปลี่ยน

สิ่งที่ทำให้ตลาดจับตาวอร์ชมากกว่าประวัติส่วนตัว คือแนวคิดเชิงนโยบายที่เขาเรียกร้องให้เกิด 'regime change' ภายในธนาคารกลางสหรัฐ

วอร์ชวิพากษ์วิจารณ์เฟดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายงบดุลขนาดใหญ่ การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และกรอบนโยบายที่เขามองว่าบิดเบือนกลไกตลาด เขาสนับสนุนให้เฟดลดบทบาทลง กลับสู่กรอบนโยบายที่เข้มงวด คาดการณ์ได้ และระมัดระวังการอัดฉีดสภาพคล่องระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐคนปัจจุบัน และถูกมองว่าเป็นจุดร่วมสำคัญระหว่างวอร์ชกับทีมเศรษฐกิจของทรัมป์

จากสายเหยี่ยว สู่จุดยืนสอดคล้องทรัมป์

แม้ในอดีตวอร์ชจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 'สายเหยี่ยว' ที่กังวลเงินเฟ้อและสนับสนุนดอกเบี้ยสูง แต่ในช่วงหลังเขาเริ่มปรับท่าที โดยออกมาเรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปี 2025 สอดคล้องกับจุดยืนของทรัมป์

การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าว ทำให้ตลาดตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของเฟด หากวอร์ชขึ้นดำรงตำแหน่งจริง อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการตัดสินใจต้องผ่านมติของคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีกรรมการรวม 12 เสียง

ขณะเดียวกัน กระบวนการรับรองในวุฒิสภายังเผชิญความไม่แน่นอน หลังเฟดถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายเรียก สอบสวนประเด็นคำให้การของพาวเวลล์ต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานเฟด ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มเติม

เครือข่ายอำนาจ–ทุนการเมือง

ในมิติส่วนตัว วอร์ชยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจทางการเมือง โดยแต่งงานกับ “เจน ลอเดอร์” บุตรสาวของโรนัลด์ ลอเดอร์ ทายาทอาณาจักรเครื่องสำอาง Estée Lauder และผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้พรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของทรัมป์ที่ Wharton School

ล่าสุด กลุ่มลอเดอร์ได้บริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์ให้กับ MAGA Inc. ซูเปอร์พีเอซีของทรัมป์ ยิ่งตอกย้ำภาพความเชื่อมโยงระหว่างการเมือง ทุน และนโยบายการเงิน

จุดเปลี่ยนเฟด ที่โลกการเงินต้องจับตา

การเสนอชื่อเควิน วอร์ช ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่สะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการ “รีเซ็ต” บทบาทธนาคารกลางสหรัฐ ทั้งในเชิงแนวคิดและทิศทางนโยบาย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า วอร์ชจะเป็นประธานเฟดหรือไม่ แต่คือ เฟดในยุคถัดไปจะยังคงความเป็นอิสระได้มากเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ตลาดโลกกำลังรอคำตอบ

 

 

แหล่งที่มา :  Bloomberg