ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.07-31.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (10.15 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาททยอยลดช่วงแข็งค่าบางส่วนในช่วงเช้าวันนี้ หลังแข็งค่าหลุดแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามอานิสงส์จากทองคำที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่เหนือแนว 5,000 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์
แม้เงินบาทจะยังคงอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ทิศทางที่ทยอยอ่อนลงกลับมายืนในกรอบที่อ่อนกว่าแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯในช่วงเช้าวันนี้ เป็นภาพที่แตกต่างสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียที่เคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าตามเงินเยน และแรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากความกังวลต่อสัญญาณความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าเพิ่มสูงขึ้น และการคาดการณ์เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยของเฟด
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของเงินเยนและราคาทองคำในตลาดโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคาร กรุงไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (10.15 น.) ที่ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ 31.19 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องการแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงราคาทองคำที่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบ 30.92-31.24 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากการปรับตัวของตลาดที่กังวลต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นักกลยุทธ์ตลาดเงินจากธนาคารกรุงไทยประเมินว่าเงินบาทอาจเริ่มชะลอการแข็งค่าลง โดยเฉพาะหากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นหลังผลการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ รวมถึงการปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจับตาผลการประชุมเฟดที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่จะมีการพูดถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในอนาคต โดยเฉพาะการประเมินการเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานและการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์
ส่วนในฝั่งยุโรปและเอเชีย ตลาดจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนญี่ปุ่นหลังจากที่มีการพูดถึงการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่นในการรับมือกับความผันผวนของค่าเงิน
นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อไปหากราคาทองคำยังคงปรับตัวสูงขึ้น แต่ในระยะกลางหากเงินดอลลาร์มีการปรับตัวกลับมาแข็งค่า หรือหากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ออกมาตรการที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ค่าเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้
กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ตลาดยังคงจับตาความผันผวนจากการประชุมเฟดและสถานการณ์การแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงินในระยะสั้น