ศูนย์วิจัย กสิกรไทย จำกัดระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 30.93-30.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.15 น.) หลังแข็งค่าทะลุแนว 31.00 ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ (แข็งค่าสุดนับตั้งแต่ 23 มี.ค. 2564)
เงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปจากประเด็นเรื่องกรีนแลนด์และสัญญาณการยกระดับของสงครามการค้า
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (9.15 น.) ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดของวันก่อนที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ
แม้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 31.01-31.12 บาทต่อดอลลาร์ฯ แต่การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ยังคงสะท้อนการแข็งค่าของเงินบาทมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำในตลาดโลกทำจุดสูงสุดใหม่ (New All-Time High) ส่งผลให้เงินบาทได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ ท่ามกลางความกังวลในเรื่องความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป
ขณะที่การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รับผลกระทบมากจากราคาทองคำที่สูงขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์เริ่มรีบาวด์กลับขึ้นบ้าง โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อสกุลเงินหลักๆ
รวมถึงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่กลับมาอ่อนค่าทะลุ 158 เยนต่อดอลลาร์ฯ เนื่องจากความกังวลในเรื่องเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป โดยดัชนี S&P500 ปิดตลาดในลบที่ -2.06% และดัชนี Nasdaq ลดลง -2.39%
บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยทดสอบโซน 4.30% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นและความกังวลต่อแนวโน้มสงครามการค้าระลอกใหม่
ทั้งนี้ ตลาดบอนด์ทั่วโลกยังคงอยู่ในสภาวะผันผวนสูง ซึ่งส่งผลให้ตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากนักลงทุน แต่ในทางกลับกัน การปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำในตลาด COMEX ส่งผลให้ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 4,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจจะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของตลาดการเงิน และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และนโยบายการเงินในประเทศต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้อย่างชัดเจนและทดสอบโซนแนวรับที่ 30.80-30.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก็อาจถือว่าเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะหากราคาทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้นหรือเกิดแรงเทขายสินทรัพย์ในตลาดทุนไทยจากนักลงทุนต่างชาติ
การปรับตัวของเงินบาทในช่วงนี้ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดเงินและพันธบัตร โดยอาจพิจารณากลยุทธ์ "Buy on Dip" หรือรอจังหวะที่ตลาดมีการปรับฐานก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
นอกจากนี้ ตลาดยังคงต้องเฝ้าติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญและการแถลงนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินและตลาดการเงินทั่วโลกในอนาคต