ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดก่อนหน้าที่บริเวณ 31.51–31.52 บาทต่อดอลลาร์
ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยนักลงทุนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอติดตามปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในช่วงเช้าที่ระดับประมาณ 31.44–31.46 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะเงินหยวน
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทในระหว่างวันยังมีกรอบจำกัด เนื่องจากตลาดยังรอประเมินตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนธันวาคมของสหรัฐฯ เพื่อใช้ประกอบการคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด รวมถึงความเป็นไปได้ที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในวันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ที่ 31.35–31.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 31.42–31.57 บาทต่อดอลลาร์ แม้เงินดอลลาร์จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากภาวะระมัดระวังของตลาด หลังแรงขายหุ้นเทคโนโลยีธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์กลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทยังได้แรงพยุงจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นสู่บริเวณราว 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สงครามรัสเซีย–ยูเครน
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงผันผวนในเชิงระมัดระวัง หลังนักลงทุนทยอยขายหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า อาทิ หุ้น Nvidia ที่ปรับลดลงกว่า 2%
อย่างไรก็ดี ตลาดยังได้แรงหนุนบางส่วนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการบิน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดบวกเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง
ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลงตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีเช่นเดียวกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้น ASML ที่ปรับลดลงแรง อย่างไรก็ดี ตลาดยุโรปยังได้แรงพยุงจากหุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาทิ BAE Systems ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น
ในส่วนของตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้ระดับ 4.17% สะท้อนท่าทีของนักลงทุนที่ยังไม่เร่งปรับสถานะ ก่อนรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ทิศทางบอนด์ยีลด์ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และบรรยากาศในตลาดการเงินโลก
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทระยะสั้น นายพูนประเมินว่า เงินบาทยังเผชิญความผันผวนในลักษณะ Two-way Risk โดยหากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อาจหนุนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านบริเวณ 31.60–31.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าคาด เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.15–31.20 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS คาดกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 31.25–31.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก