นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.27 บาทต่อดอลลาร์
โดยในระยะ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในกรอบ 31.17-31.28 บาทต่อดอลลาร์ สืบเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้รับอานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง
ทว่า การแข็งค่าของเงินบาทถูกชะลอลงหลังจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดรับความเสี่ยง และการปรับสถานะของนักลงทุนบางส่วนก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้
ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปิดบวก 0.62% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.65% จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น หุ้นในธีม AI และ Semiconductor แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันจากการขายทำกำไรในหุ้นบางตัว
เช่น Tesla ที่ลดลง 4.1% และหุ้นพลังงานอย่าง Chevron ที่ปรับตัวลดลง 4.5% เนื่องจากความกังวลต่อการฟื้นฟูกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา
ในตลาดยุโรป ดัชนี STOXX600 เพิ่มขึ้น 0.58% โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและการแพทย์ รวมถึงการปรับเป้าราคาดัชนี STOXX600 ขึ้นจาก Goldman Sachs
สำหรับในตลาดบอนด์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ 4.17% โดยนักลงทุนยังคงรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ทางด้านตลาดค่าเงิน ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.6 จุด โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการแข็งค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการปรับสถานะของนักลงทุนที่เตรียมตัวรับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
ขณะที่ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้เงินบาทได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำ แต่ก็มีแรงกดดันจากการขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดบอนด์ ซึ่งคาดว่าเกิดจากความกังวลต่อแนวโน้มการออกบอนด์ระยะยาวของรัฐบาลไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทยังคงอยู่ในกรอบ Sideways ระหว่าง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักลงทุนในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางของเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทได้
เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.21-31.23 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (10.00 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ แต่ยังอาจได้รับแรงหนุนระหว่างวันตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งขยับขึ้นในช่วงตลาดนิวยอร์กวานนี้ ท่ามกลางประเด็นตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ เดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ
การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก อัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี ISM ภาคบริการเดือนธ.ค. และตัวเลขการเปิดรับสมัครงานเดือนพ.ย.