thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26พ.ย. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ  32.28 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26พ.ย. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์

26 พ.ย. 68 | 01:32 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ย. 68 | 03:05 น.

ค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอย่างจำกัดจากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายปี รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ ส่วนการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง หลังตลาดจับตาแผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้26พ.ย.2568 ที่ระดับ  32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  32.31 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวได้บ้าง ในช่วงสิ้นปีนี้ หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น

โดยหลังจากการที่ล่าสุด เงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้บ้าง แต่จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายปี รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้างได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจะทยอยรับรู้ แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากประเด็นแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ  โดยหากผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ ก็อาจเห็นแรงขายบอนด์ระยะยาวอังกฤษ

กดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ ไม่ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในปีนี้ และที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ กับฝั่งของบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นและเงินเยนญี่ปุ่น

และที่สำคัญ หากรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) กลับไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงชัดเจน อีกทั้งสะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น

หรืออยู่ในระดับสูงได้นาน อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดพลิกกลับมาปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะหนุนให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้

ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ไม่น่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ และล่าสุด จากการประเมินสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (Positioning)

เราพบว่า ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยเพิ่มสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน ต่างก็รอจังหวะ Buy THB on Dip (หรือรอทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในจังหวะการอ่อนค่าของเงินบาทได้)

 

และเนื่องจาก ความผันผวนของเงินบาทได้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026)

และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ทะลุโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.24-32.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

 โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ (โอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 82%) จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีกเดือนกันยายน ที่ขยายตัว +0.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนพฤศจิกายน ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 88.7 จุด

 นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ระบุว่า Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มเป็นตัวเต็งในการดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป (ตลาดพนัน Polymarket ประเมินโอกาสราว 55%) ก็มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways กดดันโดย ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่ได้รับอานิสงส์จากการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด

ขณะเดียวกัน โฟลว์ธุรกรรมซื้อน้ำมันดิบ หลังราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ ตามพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนของผู้เล่นในตลาด ก็มีส่วนชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Nvidia -2.6% เผชิญแรงขายออกมาบ้าง

อีกทั้งบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานก็ปรับตัวลดลง Exxon Mobil -1.3% ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.91% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.67%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.91% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นอังกฤษ อย่างกลุ่มสถาบันการเงินและกลุ่มค้าปลีก

ก่อนที่จะรับรู้แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษในวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีในหลายส่วน นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดที่สูงขึ้น ก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปเช่นกัน 

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงเข้าใกล้ระดับ 4.00% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด และแนวโน้มที่ Keven Hassett (ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) เป็นตัวเต็งในการดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป

ทว่าการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราขอย้ำว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหวผันผวนได้ในช่วงนี้ ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ภาวะตลาดการเงินโดยรวม

และประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยศาลสูงสุด (ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ) อย่างไรก็ตาม

เรายังคงมุมมองเดิมว่า หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เท่านั้น และไม่ไล่ราคาซื้อ)

เนื่องจาก เราคงประเมินว่า เฟดยังมีแนวโน้มทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps จบที่ระดับ 3.25% ทำให้อาจยังพอเห็นการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากระดับ ณ ปัจจุบัน สู่ระดับ 3.80%-3.90% ได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะมีโอกาสทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 4.20% อีกครั้ง ในช่วงปลายปี 2026

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

 ทว่าการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอจับตาแผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินปอนด์อังกฤษได้พอสมควร

ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเลือกที่จะขายทำกำไรการแข็งค่าขึ้นของเงินปอนด์อังกฤษในช่วงนี้ออกมาบ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 99.6-100.2 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่บรรยากาศตลาดการเงินโดยรวม ที่ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็มีแนวโน้มอาจยุติลงได้

 หากการเจรจาสันติภาพระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครน เป็นไปได้ด้วยดี (ลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์) ทำให้โดยรวม ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways แถวโซน 4,170-4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในช่วงราว 02.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟดได้

โดยผู้เล่นในตลาดจะจับตาสัญญาณต่อแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากรายงานดังกล่าว รวมถึง รอลุ้น รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

ส่วนในฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการประกาศแผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และบอนด์ยีลด์อังกฤษ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตามการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ

และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังสหรัฐฯ ได้พยายามยุติสงครามดังกล่าวอีกครั้ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.24-32.26 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.10 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.31 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ทั้งเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก และสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ประกอบกับน่าจะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และการแข็งค่าของเงินเยน หลังจากที่ทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณติดตาม/ดูแลการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเงินเยน 

ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงจากกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้ง หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานรายชื่อที่เป็นตัวเต็งของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟด (นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์) ขณะที่  ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาให้สัญญาณอ่อนแอ อาทิ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน และตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่ปรับตัวลง 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 32.15-32.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย.