
NER ชู matching ออร์เดอร์ เลี่ยงผลกระทบโควิด
ผลกระทบจากมาตร การ Lockdown เพื่อลดการติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ของรัฐบาล กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและการทำธุรกิจในหลายๆ กลุ่ม การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน
“ต้องค้าขายปลอดภัยมาก ขึ้นไม่เก็งกำไรทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มากนัก” นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า มาตรการ Lockdown อาจจะทำให้ยอดขายในไตรมาส 1 และ 2 ลดลง แต่ผลประกอบการไม่ขาดทุนแน่นอน โดยในไตรมาสแรก ปี 2563 คาดว่าจะเป็นไปตามแผนที่ตั้งเป้าไว้ เพราะไม่มีลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาไตรมาส 3 เพราะหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจะมีออร์เดอร์ลดลงบ้าง รวมถึงความต้องการใช้ยางน้อยลง จากการทยอยปิดโรงงานรถยนต์ เพราะยางพาราเป็นวัตถุดิบหลักของยานยนต์ จึงต้องมีความระมัดระวัง แต่หากความวุ่นวายของสถาน การณ์ในปัจจุบันเริ่มดีขึ้น ลูกค้าจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าหลักที่จีน ที่มีสัดส่วน 75% ของการส่งออกทั้งหมดของบริษัทที่ 45% ขณะที่ลูกค้าในประเทศ ที่มีสัดส่วน 55% ยังคงมีความต้องการใช้ยางอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทจึงยังคงเป้าหมายการเติบโตปี 2563 ไว้ไม่ตํ่ากว่า 50%
นอกจากนี้ ยังรอความชัดเจนจากภาครัฐ ในการประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนจากชีวภาพ หากรัฐเริ่มโครงการ บริษัทก็พร้อมจะเข้าประมูลได้ทันที โดยเบื้องต้นคาดหวังว่า จะมีส่วนเข้าไปร่วมในโครงการ 8 เมกะวัตต์ ในกลุ่มควิกวิน (Quick win)
“เราบริหารความเสี่ยง โดยใช้นโยบาย matching ออร์เดอร์ และกำหนดราคาขายสินค้าด้วยวิธีต้นทุนบวกด้วยกำไร (Cost plus margin) ประกอบกับการพิจารณาราคาตลาดของสินค้าในขณะนั้น นอกจากนั้นยังทำสัญญากับลูกค้าทุกรายที่มีการซื้อขายกัน โดยจะจัดทำสัญญาเมื่อมีการตกลงซื้อขายกันสำเร็จ ทำให้ไม่มีสินค้าค้างสต๊อก ซึ่งของในโรงงานที่รับมา ต้องมีผู้ซื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งเราทำมาตั้งแต่เริ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)”
ส่วนมุมมองต่อหุ้น NER นั้น อยากให้นักลงทุนมั่นใจในความปลอดภัยของหุ้น ที่มีวิธีซื้อขายสินค้าที่ไม่มีความเสี่ยง ใช้วิธีนี้มานาน และจะทำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการจ่ายเงินปันผลสมํ่าเสมอ โดยล่าสุดที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 อนุมัติออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ครั้งที่ 1 (NER-W1) จำนวนไม่เกิน 308 ล้านหน่วย ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่คิดมูลค่า ในอัตราส่วน 5 หุ้นสามัญเดิม : 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ ในราคาใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิเท่ากับ 1.80 บาทต่อหุ้น
นอกจากนั้น ยังอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 215.60 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 42.12% ของกำไรสุทธิหลังจากหักเงินทุนสำรองตามกฎหมาย โดยบริษัทจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 30 เมษายน 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทในวงเงินรวมไม่เกิน 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวตามแผนการขยายการลงทุนในอนาคตให้กับบริษัทไปพร้อมกับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย
“ชูวิทย์” ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า มาตรการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ มองแล้วมีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งธุรกิจขนาดกลางอย่างเช่น NER เอง ก็เป็นขนาดกลาง ไม่เล็กไม่ใหญ่ จึงไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ โดยขอให้มองดูว่า ควรกระจายความช่วยเหลือให้เท่าเทียมกัน เพราะได้รับผลกระทบเท่ากันหมด ทั้งนี้ แนะนำการแบ่งกลุ่มด้วยการใช้ฐานภาษี อาจจะแบ่งได้ถึง 6-7 กลุ่ม จะทำให้ได้รับความช่วยเหลือกันถ้วนหน้า
หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน-2พฤษภาคม 2563






