
ประกันดิ้นปรับพอร์ต-เพิ่มทุน รับกฎRBC2
ธุรกิจประกันชีวิต ดิ้นปรับพอร์ตการลงทุน เพิ่มทุน รับ RBC 2 บังคับใช้ กดเงินกองทุนลด “โตเกียวมารีนประกันชีวิต” มั่นใจไม่กระทบ เหตุจัดพอร์ตลงทุน ปรับโปรดักต์รับความเสี่ยงล่วงหน้า ดัน CAR สูงทะลุ 745% ฟาก“ฟิลลิปประกันชีวิต” เล็งเพิ่มทุน 300 ล้านบาท ดึง CAR เพิ่ม
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) จะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุน ระยะที่ 2 (RBC2) สำหรับธุรกิจประกันชีวิตไทยในไตรมาส 3 ปี 2562 โดยเพิ่มการคำนวณค่าความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและปรับค่าความเสี่ยงด้านต่างๆที่ใช้คำนวณภายใต้เกณฑ์ปัจจุบัน
นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารการเงิน บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า บริษัทมั่นใจว่า จะไม่กระทบต่ออัตราส่วนเงินกองทุน (CAR Ratio) ปรับลดลง เนื่องจากบริษัทได้เตรียมตัวรองรับล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยปรับพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนและปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ขายให้เหมาะสมสอดคล้องกัน ส่งผลให้ CAR Ratio เพิ่มขึ้นจาก 360% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 745% ในสิ้นปี 2561 เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวและสูงกว่าที่คปภ.กำหนดที่ 140% และถือว่าสูงที่สุดในระบบธุรกิจประกันชีวิต
อย่างไรก็ตาม แม้เกณฑ์ RBC2 ทำให้ค่าความเสี่ยง (Risk Charge) จากการลงทุนในหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแต่บริษัทไม่ได้ปรับสัดส่วนการลงทุนมากนัก โดยเพิ่มการลงทุนในหุ้นบ้างเล็กน้อย เพื่อรักษา Ratio เนื่องจากพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้การลงทุนในหุ้นจากเดิม 4% อาจจะเหลือแค่ 3% จึงต้องใส่เงินลงทุนในหุ้นเพิ่มรักษาพอร์ตให้อยู่ที่ 4-5% และอีก 95% ลงทุนในพันธบัตร 80% และหุ้นกู้ 15% ส่วนที่เหลือจะลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ โดยหุ้นจะอยู่ในกลุ่มที่เติบโตดีและปัจจัยพื้นฐานดี เช่น กลุ่มแบงก์ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน
ทั้งนี้ไตรมาส 1 ปี 2562 บริษัทมีสินทรัพย์รวมในพอร์ต 2.5 หมื่นล้านบาท 90% จะเป็นพอร์ตลงทุน จากสิ้นปี 2561 ที่มีสินทรัพย์รวม 2.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2.1 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2560 โดยผลตอบแทนจากการลงทุน (Yield) มีทั้งปรับขึ้นและลง จากปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบ แต่เชื่อว่าทั้งปีผลตอบแทนจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 4% และสัดส่วน CAR Ratio ปีนี้จะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 700% เป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจ ซึ่งเป็นปกติหากธุรกิจขยายตัวจะกินทุน เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตในปีแรกๆ จะมีอัตราการขาดทุน ทำให้สัดส่วน CAR ปรับลดลงได้ แต่สัดส่วนที่อยู่ 600% บวกลบ ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเพียงพอ
“เงินกองทุน หรือ CAR ตอนนี้เราค่อนข้างสูงประมาณ 745% เป็นอันดับ 1 ตลาด เราจึงไม่ห่วงเรื่องผลจาก RBC2 มากนัก เพราะเราเตรียมตัวมาล่วงหน้า ปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่องทั้งพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนและปรับโปรดักต์ให้สอดคล้องกัน ส่วนแนวโน้มการลงทุน เราก็ไม่ได้ปรับเยอะ แต่เป็นการใส่เงินลงทุนในหุ้นเพิ่มเพื่อรักษาพอร์ตและสัดส่วนไว้ ส่วนที่เห็นบริษัทที่ CAR สูงมาก อาจจะมาจากการใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อเพิ่ม CAR แต่ของโตเกียวมารีน เราใช้วิธีบริหารจัดการที่ดี และเราก็ทำ Test ต่อเนื่องจากผลของ RBC 2 ซึ่งเรามั่นใจว่าจะไม่กระทบอย่างแน่นอน”
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 5 เดือน จะเห็นอัตราการเติบโตค่อนข้างดี เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสวนทางกับภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว โดยในเดือนพฤษภาคมบริษัทมีเบี้ยรับรวมเติบโต 40% ขณะที่เบี้ยต่อกรมธรรม์ยังเติบโต 2 หลัก ถือเป็นผลงานที่น่าพอใจอย่างมาก
นายนพพล เบี้ยวไข่มุข รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทยอมรับว่า ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ RBC2 ซึ่งจากการประเมิน คาดว่าจะทำให้ CAR Ratio ของบริษัทลดลงจาก 179% มาอยู่ที่ระดับ 140% อย่างไรก็ดี นโยบายการดูแล CAR จะกำหนดว่า ต้องไม่ควรตํ่ากว่า 155% ดังนั้น หากสัดส่วน CAR เริ่มแตะเข้าใกล้ 155% บริษัทจะใช้วิธีการเพิ่มทุนเข้าไปเพื่อเพิ่มสัดส่วน CAR ให้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่า เม็ดเงินการเพิ่มทุนจะอยู่ที่ราว 200-300 ล้านบาท ใกล้เคียงกับในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้น่าจะเพิ่มทุนในช่วงปลายไตรมาส 3-4 นี้
“บริษัทมีความพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากบริษัทได้ขอมติผู้ถือหุ้นล่วงหน้าจากการประชุมผู้ถือหุ้นไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปีก่อน หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนบริษัทสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ขออนุญาตเพิ่มทุนได้ทันที ซึ่งคาดว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้จะช่วยทำให้สัดส่วน CAR เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ราว 160% แม้ว่าจะเป็นระดับที่ค่อนข้างตํ่าเมื่อเทียบในระบบ แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์กำหนดของคปภ.ที่กำหนดไว้ ส่วนหนึ่งบริษัทตั้งรักษาสมดุลระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท รวมถึงลูกค้าด้วย”
อย่างไรก็ดี หากดูพอร์ตการลงทุน จะเห็นว่า บริษัทมีการปรับพอร์ตมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยรักษาสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 30:70 โดย 30% จะเป็นหุ้นและเงินกู้ จากเดิมสัดส่วนอยู่ที่ 35% และที่เหลืออีก 70% จะเป็นพันธบัตรและหุ้นกู้ โดยพอร์ตการลงทุนปัจจุบันอยู่ที่ 9,890 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปี 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งการลงทุนในหุ้น จะเน้นลงในกลุ่มโทรคมนาคม สื่อสาร และพลังงาน โดยคาดว่า อัตราผลตอบแทน (Yield) ทั้งปีจะอยู่ที่ 4%
“นโยบายเราไม่ได้เน้นทิ้ง CAR ไว้ที่สูงๆ เพราะเราต้องบาลานซ์ระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่หลังจาก RBC 2 จะเข้ามาใช้ จะเป็นตัวกดดัน CAR ให้ลดลง จึงหลีกไม่พ้นที่เราจะต้องเพิ่มทุน ประกอบกับเรามีนโยบายการดูแล หาก CAR เริ่มตํ่ากว่า 155% เราจะต้องเพิ่มทุนเพื่อให้ CAR เพิ่มขึ้น จากตอนนี้ CAR อยู่ที่ 179% ซึ่งเราประเมินว่าผลจาก RBC 2 จะกระทบ CAR ให้เหลือ 140% เราก็มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน โดยวงเงินก็อยู่ที่ราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งเราได้ขอผู้ถือหุ้นไว้เรียบร้อยแล้ว”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,480 วันที่ 20 - 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562






