
'ยศชนัน' โชว์ความสำเร็จ 'ปุ๋ยสั่งตัด' นำร่อง 5 เดือน หั่นค่าปุ๋ยเคมีกว่า 50% จ่อขยายผลทั่วปท.
'ยศชนัน' โชว์ความสำเร็จนำร่อง 5 เดือน 'ปุ๋ยสั่งตัด เพื่อ (เกษตรกร) ไทย' หั่นค่าปุ๋ยเคมีแล้ว 50% ผสานหลายหน่วยงานส่งต่อ 5 เครื่อง 5 สหกรณ์เมืองอุดรฯ เตรียมขยายผลทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- โครงการ "ปุ๋ยสั่งตัด" เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ผลวิเคราะห์ดินมาผสมปุ๋ยสูตรเฉพาะสำหรับแต่ละพื้นที่
- โครงการนำร่องที่ จ.อุดรธานี ประสบความสำเร็จ ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลงได้กว่า 50%
- รัฐบาลเตรียมขยายผลโครงการไปทั่วประเทศ โดยส่งมอบเครื่องผสมปุ๋ยและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้
2 พฤศจิกายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวปิยะรัชต์ ติยะไพรัชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ ซึ่งเป็นภารกิจก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้
จุดหมายสำคัญในการลงพื้นที่ครั้งนี้อยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการ "ปุ๋ยสั่งตัด...เพื่อ(เกษตรกร)ไทย" โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับและ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้กล่าวรายงานผลการดำเนินงาน
ไฮไลต์ของงาน คือ การลงนามความร่วมมือ (MOU) ข้ามกระทรวงครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มตัวโดยเป็นการจับมือกันระหว่าง วว. ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวง อว. ร่วมกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงเกษตรฯ
นำผลตรวจวิเคราะห์สภาพดินมาใช้กำหนดสูตรปุ๋ย
จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงแนวทางลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรว่า ปัจจุบันปุ๋ยที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีราคาสูงขึ้น จึงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแม่ปุ๋ยเข้ามาเพื่อผลิตปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกรแต่ละราย
ทั้งนี้ แนวทางสำคัญ คือ การนำผลตรวจวิเคราะห์สภาพดินมาใช้กำหนดสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากเกษตรกรแต่ละพื้นที่มีสภาพดินและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน เมื่อทราบคุณสมบัติของดินแล้ว ก็สามารถเลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี 100% แต่สามารถนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาผสมเพื่อลดสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี พร้อมช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการนำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เนื่องจากหลายคนยังมีข้อกังวลว่าการใช้ปุ๋ยสูตรใหม่จะให้ผลผลิตดีเทียบเท่ากับปุ๋ยที่ใช้อยู่ตามปกติหรือไม่ จึงจำเป็นต้องทดลองและแสดงผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป จะมุ่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสามารถผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และลดรายจ่ายด้านต้นทุนการเพาะปลูก
ขณะเดียวกันได้รับการสนับสนุนเครื่องผลิตปุ๋ยเพิ่มเติมจำนวน 5 ชุด ซึ่งจะนำไปประสานการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานและพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความสนใจ โดยสามารถนำเครื่องดังกล่าวไปใช้หรือจัดหาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องผลิตปุ๋ยรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เครื่องผสมปุ๋ยทั่วไปที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำองค์ความรู้และผลวิเคราะห์ดินมาใช้ผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืชและสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและรายจ่ายให้กับเกษตรกรในระยะยาว
มอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติให้สหกรณ์แม่ข่ายอุดรธานี
หลังพิธีเปิด รองนายกฯ และคณะ ได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติให้กับสหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานีรวม 5 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรสร้างคอม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรหนองวัวซอ จำกัด เพื่อให้นำไปต่อยอดบริการเกษตรกรในพื้นที่
ภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนี้ถือว่าเห็นผลลัพธ์ในพื้นที่อย่างชัดเจน ปัจจุบันมีเกษตรกรใน 8 อำเภอของอุดรธานีเข้าร่วมแล้ว 442 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพารา นาข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย กว่า 2,818 ไร่ โดยชาวบ้านจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชุดตรวจดินภาคสนาม (Soil Test Kit) เพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร และคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีให้พอดีกับความต้องการของดินและพืช
เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง
ผลจากการปรับเปลี่ยนวิธีนี้ ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง ยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี 41 รายแรก ที่หันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดจำนวน 343 กระสอบ (17,150 กิโลกรัม) พบว่าสามารถประหยัดเงินค่าปุ๋ยเคมีไปได้ทันทีถึง 139,200 บาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้จริง ทั้งยังเป็นการหมุนเวียนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาทำปุ๋ย ซึ่งช่วยลดปัญหา PM 2.5 และฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาวอีกด้วย







