
สนค. จับตาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่ ห่วงน้ำมันดันเงินเฟ้อ ชี้ไทยยังรับมือได้
“สนค.” ประเมินความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน หากยืดเยื้อเสี่ยงดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก แต่เชื่อไทยยังรับมือได้ หลังเงินเฟ้อครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.08% พร้อมแนะธุรกิจลดต้นทุน-ใช้พลังงานทางเลือก
KEY
POINTS
- สนค. จับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกและดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ
- แม้ไทยจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่กลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของภาครัฐช่วยบรรเทาผลกระทบได้
- สนค. ประเมินว่าไทยยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล
สนค.จับตาความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่ หวั่นยืดเยื้อกระทบอุปทานพลังงาน ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก แต่ชี้ไทยยังมีภูมิคุ้มกันจากกลไกดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทยแม้ที่ผ่านมาจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ด้วยการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก และสามารถรองรับความผันผวนระยะต่อไปได้โดยไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวลต่อความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
อุปทานพลังงานตึงตัว อาจฉุดภาวะเงินเฟ้อ
ส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจเป็น ปัจจัยหนุนให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรกทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ระดับเงินเฟ้อจะแตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 จากตะวันออกกลาง ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง
ขณะที่มาเลเซีย เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Energy Exporter) นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก
ในส่วนของประเทศไทย ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อนมีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันที่ 11.1% แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงาน ที่มีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้น 2.70% และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากนักที่ 1.08% โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้นร้อยละ 4.92%
ครึ่งแรกปีอัตราเงินเฟ้อยังคงกรอบ 1-3%
นายนันทพงษ์ ประเมินว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่สำหรับประเทศไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ
สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล
ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต
ขณะที่ประชาชนอาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว






