
เอกชนหนุนเกณฑ์ใหม่ คุม Data Center สร้างความชัดเจน ย้ำไม่ผลักภาระค่าไฟประชาชน
เอกชนหนุนบอร์ดจัดระเบียบใหม่ลงทุน Data Center สร้างความชัดเจน-เชื่อมั่น วางเกณฑ์คัดกรองเข้ม ชี้ต้องสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดึงซัพพลายเชนไทยร่วมวง พัฒนาทักษะแรงงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมย้ำชัดต้องไม่ผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน สังคม และชุมชน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนสนับสนุนเกณฑ์กำกับดูแล Data Center ใหม่ ชี้ช่วยสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
- การจัดระเบียบผู้ประกอบการเป็น 3 กลุ่ม และแบ่งตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า 7 ระดับ ทำให้การกำกับดูแลมีความเหมาะสมและชัดเจน
- ยืนยันหลักการสำคัญว่าโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจ Data Center จะต้องไม่ผลักภาระให้กับประชาชน
- เกณฑ์ใหม่กำหนดให้โครงการต้องแสดงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศและพัฒนาทักษะแรงงานไทย
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กำลังเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางโอกาสจากเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมความต้องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐจึงต้องวางกติกาให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในระยะยาว
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์(บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) ได้จัดผู้ประกอบการ Data Center ออกเป็น 3 กลุ่ม ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วยสร้างความโปร่งใสและความชัดเจนให้กับนักลงทุน โดยประเทศไทยต้องใช้โอกาสจากเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเป็นสถานที่ตั้งศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเท่านั้น
แบ่ง 3 กลุ่ม สร้างกติกาชัดเจน
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า การลงทุน Data Center ใช้เงินทุนสูงและต้องวางแผนระยะยาว การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยกลุ่มที่1 ผู้ประกอบการที่เปิดดำเนินการแล้วจะไม่ถูกเปลี่ยนกติกาย้อนหลัง กลุ่มที่ 2 โครงการที่ได้รับอนุญาตและอยู่ระหว่างก่อสร้างมีเวลาปรับตัวตามมาตรฐานที่กำหนด 1 ปี และกลุ่มที่ 3 โครงการใหม่ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การดึงธุรกิจไทยเข้าห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย
แม้ในระยะสั้นอาจมีนักลงทุนบางรายที่อยู่ในแผนการลงทุน (Pipeline) ชะลอหรือหยุดกระบวนการขออนุญาต เนื่องจากมีเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่สิ่งที่นักลงทุนตัวจริงกังวลมากกว่าความเข้มงวดของกฎเกณฑ์คือความไม่แน่นอนของนโยบาย
ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านพื้นที่ตั้งโครงการ โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่มีศักยภาพรองรับ และสถานะประเทศที่มีความเป็นกลางสูง ทำให้เป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน Data Center การจัดระเบียบให้ชัดเจนจึงเป็นผลดีต่อทุกภาคส่วน หากหลักเกณฑ์มีความต่อเนื่องและสามารถคาดการณ์ได้
คุม 7 ระดับใช้ไฟ ย้ำห้ามโยนภาระประชาชน
สำหรับการแบ่ง Data Center ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็น 7 ระดับ โดยโครงการสเกลเล็กใช้ไฟตั้งแต่ 0-0.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึงสเกลใหญ่ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป ดร.สัมพันธ์ มองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม และขอชื่นชมทีมเทคนิคที่ออกแบบเกณฑ์อย่างละเอียด เนื่องจากโครงการแต่ละขนาดมีความต้องการและความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้มาตรการกำกับดูแลแบบเดียวกันทั้งหมด
โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ จำเป็นต้องพิจารณาความพร้อมของพื้นที่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และความยั่งยืน เนื่องจาก Data Center ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและคุณภาพสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรองรับการใช้พลังงานสะอาด
ส่วนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจ Data Center นั้น แม้ยังต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจน แต่หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ผลักภาระค่าไฟฟ้าจากผู้ประกอบการไปให้ประชาชน สังคม หรือชุมชนอย่างเด็ดขาด การกำหนดเงื่อนไขด้านพลังงานจึงต้องคำนึงถึงทั้งความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
ดึงซัพพลายเชนไทย สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้โครงการใหม่ต้องแสดงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะแรงงานไทย จะช่วยตอบคำถามสำคัญของสังคมว่า ประเทศไทยได้รับประโยชน์อะไรจากการลงทุนขนาดใหญ่
เนื่องจากธุรกิจ Data Center ไม่ได้ใช้แรงงานโดยตรงจำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดเงินลงทุน ผู้ประกอบการจึงควรมีบทบาทในการดึงธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเข้ามาในระบบ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
ทั้งนี้ การแบ่งปันองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีทั่วไปไม่ได้หมายถึงการบังคับถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แต่เป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรและธุรกิจไทยพัฒนาขีดความสามารถและนำความรู้ไปต่อยอดได้
ขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรฐานกลางและจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (Data Center One Stop Service: DC OSS) จะช่วยลดความซับซ้อนในการติดต่อหลายหน่วยงานรัฐ เพิ่มความสะดวกให้ผู้ลงทุน โดยภาครัฐสามารถใช้แนวทางนี้เป็นพื้นที่ทดลองหรือ Sandbox ก่อนขยายผลไปสู่การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นต่อไป
คัดกรองเกือบ 100 โครงการ รับมือความเสี่ยงพลังงาน
สำหรับการกระจายการลงทุนออกสู่ภูมิภาค ดร.สัมพันธ์ ระบุว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีความพยายามผลักดันให้เกิดการกระจายตัวออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่พื้นที่ต่างจังหวัดที่อยู่ห่างไกลยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อมของระบบไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
ส่วนการกระจายฐาน Data Center ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาสู่ประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย มีทั้งเหตุผลด้านข้อจำกัดทรัพยากรภายในประเทศต้นทาง และการบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีโครงการ Data Center รอคิวเกือบ 100 โครงการ แต่ไม่จำเป็นต้องตอบรับการลงทุนทั้งหมด โดยต้องใช้เกณฑ์กลั่นกรองเพื่อประเมินความคุ้มค่า ความพร้อมด้านทรัพยากร และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ
สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ดร.สัมพันธ์ มองว่า ประเทศไทยมีการขยายศักยภาพการผลิตไฟฟ้าตามแผนพัฒนาปกติอยู่แล้ว แต่ไม่ควรลงทุนขนาดใหญ่เพียงเพื่อรองรับการเข้ามาของ Data Center โดยเฉพาะ การพัฒนาพลังงานจึงต้องพิจารณาความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวม ควบคู่กับความมั่นคงและคุณภาพของระบบไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ การดึงดูด Data Center ไม่ควรวัดผลจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าโครงการเหล่านี้ช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การเติบโตของอุตสาหกรรมต้องไม่สร้างภาระด้านพลังงานและทรัพยากรให้กับประชาชนในระยะยาว






