
มท.ชง ‘เอกนิติ’คุม‘ดาต้าเซ็นเตอร์’บังคับรีไซเคิลน้ำหล่อเย็น 80%
“มท.” เตรียมเสนอบอร์ดชุดใหญ่เคาะร่างกฎกระทรวงคุมอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งเกณฑ์ 0.5 เมกะวัตต์ จัดเป็นอาคารควบคุมการใช้ แบ่ง 7 ประเภท บังคับระบบดับเพลิงอัตโนมัติทั้งพื้นที่ นำน้ำหอหล่อเย็นกลับมาใช้ไม่น้อยกว่า 80% ต่อเดือน
KEY
POINTS
- กระทรวงมหาดไทย (มท.) เตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงเพื่อควบคุมอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ ต่อคณะกรรมการนโยบายฯ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน
- สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงคือการบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องนำน้ำหล่อเย็น (Cooling Tower Blowdown) กลับมาใช้ใหม่ไม่น้อยกว่า 80% ของปริมาณน้ำที่ระบายทิ้งในแต่ละเดือน
- ร่างกฎกระทรวงยังกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น โครงสร้างอาคารต้องไม่ติดไฟ, มีระบบไฟฟ้าสำรอง และต้องติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติครอบคลุมทั้งพื้นที่
- มีการกำหนดนิยามและแบ่งประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดการใช้ไฟฟ้า (ตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไป) พร้อมบังคับให้ผู้ประกอบการเอกชนต้องทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
รัฐบาลเร่งวางกติกากำกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ หลังยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นัดประชุมในวันที่ 27 พ.ย. 2569
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้จัดทำกรอบดำเนินงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม การกำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสม และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานและการเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ
ด้านเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน BOI กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องจ้างบุคลากรไทยระดับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารอย่างน้อย 50% และร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาบุคลากร โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะเดียวกัน BOI ได้ประสานมหาวิทยาลัยเร่งผลิตบุคลากรเฉพาะทาง
นายนฤตม์ระบุว่า การต่อยอดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเดินหน้า 3 ด้านไปพร้อมกัน คือ พัฒนาบุคลากร เชื่อมโยงซัพพลายเชน และเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยไม่เป็นเพียงที่ตั้งศูนย์ข้อมูล แต่สร้างงานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
ในส่วนของการกำกับด้านอาคาร นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านพื้นที่ ผังเมือง อาคารและสิ่งปลูกสร้าง เตรียมนำร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมอาคารที่ใช้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. .... เสนอต่อที่ประชุมบอร์ดชุดใหญ่พิจารณา
ร่างดังกล่าวออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างระบุว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มมากขึ้น อาคารประเภทนี้มีโครงสร้างและอุปกรณ์เฉพาะตามระดับการใช้กำลังไฟฟ้า จึงต้องมีหลักเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย สิ่งแวดล้อม การผังเมือง และการวางแผนสาธารณูปโภคของรัฐ เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ตั้งเกณฑ์ 0.5 เมกะวัตต์ แบ่ง 7 ประเภท
ร่างกฎกระทรวงให้นิยาม “ดาต้าเซ็นเตอร์” หมายถึง อาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้บริการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง บริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่น ที่มีกำลังการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไป
“กำลังไฟฟ้า” หมายถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวม หรือ Facility Load ซึ่งเอกสารประกอบการประชุมมีหมายเหตุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำนิยามให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วน “ปริมาณน้ำมัน” ให้คำนวณตามปริมาตรของภาชนะบรรจุ ไม่ว่าจะมีน้ำมันอยู่จริงเท่าใด
ร่างฯ กำหนดให้อาคารดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามมาตรา 32 (2) และแบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่
- ประเภทที่ 1 ใช้กำลังไฟฟ้า 0.5 ถึงไม่ถึง1 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 6,000 ถึงไม่ถึง 12,000 ลิตร
- ประเภทที่ 2 ใช้กำลังไฟฟ้า 1 ถึงไม่ถึง5 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 12,000 ถึงไม่ถึง 60,000 ลิตร
- ประเภทที่ 3.1 ใช้กำลังไฟฟ้า 5 ถึงไม่ถึง10 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 60,000 ถึงไม่ถึง 90,000 ลิตร
- ประเภทที่ 3.2 ใช้กำลังไฟฟ้า 10 ถึงไม่ถึง 20 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 90,000 ถึงไม่ถึง 180,000 ลิตร
- ประเภทที่ 3.3 ใช้กำลังไฟฟ้า 20 ถึงไม่ถึง 50 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 180,000 ถึงไม่ถึง 600,000 ลิตร
- ประเภทที่ 4 ใช้กำลังไฟฟ้า 50 ถึงไม่ถึง 200 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรอง 600,000 ถึงไม่ถึง 2,400,000 ลิตร
- ประเภทที่ 5 ใช้กำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ หรือน้ำมันสำรองตั้งแต่ 2,400,000 ลิตรขึ้นไป
การก่อสร้าง ดัดแปลงรื้อถอน หรือเปลี่ยนการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ ข้อบัญญัติท้องถิ่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายโรงงาน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้ยึดกฎหมายที่เข้มกว่า
ระยะร่น 3-10 เมตร ตามขนาด
ดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทที่ 1 ถึง 3.2 ที่เป็นอาคารเดี่ยว ต้องมีที่ว่างห่างแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 6 เมตร สองด้าน และด้านอื่นไม่น้อยกว่า 3 เมตร ส่วนประเภทที่ 3.3 ถึงประเภทที่ 5 ต้องเว้นไม่น้อยกว่า 10 เมตร สองด้าน และด้านอื่นไม่น้อยกว่า 5 เมตร
กรณีมีถังเก็บน้ำมันสำรอง ระยะห่างต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน โดยใช้ค่าที่มากกว่า ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ในนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เอกสารประกอบการประชุมมีหมายเหตุให้ปรับถ้อยคำเรื่อง“ที่ว่าง” และอาจพิจารณาระยะห่างใหม่ โดยคำนึงถึงเสียงรบกวน ความร้อน และผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง
โครงสร้างไม่ติดไฟ ดับเพลิงอัตโนมัติทั้งพื้นที่
โครงสร้างหลักต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการออกแบบโครงสร้าง ฐานราก และการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 โครงสร้างหลัก ผนัง และบันได ต้องทำด้วยวัสดุไม่ติดไฟ ผนังที่กั้นระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์กับการใช้อาคารประเภทอื่นต้องทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน เช่น แบตเตอรี่หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แยกอิสระจากระบบปกติและทำงานอัตโนมัติเมื่อไฟดับ โดยจ่ายไฟให้ป้ายทางออก ทางเดิน บันไดหนีไฟ และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
ด้านการป้องกันอัคคีภัย ต้องติดแผนผังอาคารทุกชั้นเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ติดตั้งไฟส่องสว่างสำรองและป้ายทาง
หนีไฟ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือขนาดไม่น้อยกว่า 4 กิโลกรัม1 เครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ห่างกันไม่เกิน 45 เมตร พร้อมระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกชั้นและระบบป้องกันฟ้าผ่า อาคารสูงตั้งแต่ 4 ชั้นต้องมีบันไดหนีไฟเพิ่มจากบันไดหลัก
ที่สำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ตามมาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมือง หรือมาตรฐานอื่นที่คณะกรรมการควบคุมอาคารรับรอง
คุมเครื่องปั่นไฟ รีไซเคิลน้ำหล่อเย็น 80%
ห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและห้องเก็บน้ำมันต้องมีการระบายอากาศ การป้องกันการรั่วไหลคันกั้นของเหลว ระบบตัดจ่ายเชื้อเพลิงฉุกเฉิน และระบบดับเพลิง ท่อไอเสียต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนข้างเคียง และต้องควบคุมเสียงและมลพิษตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
หมวดที่มีรายละเอียดมากที่สุดคือระบบน้ำหอหล่อเย็น ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรวบรวมและบำบัดน้ำระบายทิ้งจากหอหล่อเย็น (Cooling Tower Blowdown) แล้วนำกลับมาใช้จริงเป็นน้ำเติมชดเชย (Makeup Water) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของปริมาตรน้ำระบายทิ้งในแต่ละเดือน โดยห้ามนับน้ำหมุนเวียนภายในระบบ น้ำที่บำบัดซ้ำ หรือน้ำจากแหล่งอื่น
น้ำส่วนที่ไม่ได้นำกลับมาใช้ต้องบำบัดให้ได้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2567 หากบำบัดไม่ได้ต้องส่งให้ผู้รับบำบัดที่ได้รับอนุญาต ห้ามระบายน้ำที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และห้ามเติมน้ำสะอาดเพื่อเจือจาง พร้อมติดตั้งมาตรวัดน้ำและจัดทำรายงานสมดุลน้ำ คุณภาพน้ำ และภาระมลพิษเป็นรายเดือน
ส่วนระบบบำบัดน้ำเสีย ประปา ขยะ และลิฟต์ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 และฉบับที่ 44 ขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้จัดการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่จอดรถคำนวณ 1 คันต่อพื้นที่สำนักงาน 60 ตารางเมตร และอาคารเดี่ยวต้องมีทางวิ่งรอบอาคารสำหรับรถดับเพลิงกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร
ต้องทำประกันภัย ของเดิมปรับตัว 1 ปี
ร่างฯ กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมีผู้ตรวจสอบอาคารตามมาตรา 32 ทวิ และดาต้าเซ็นเตอร์ของเอกชน ต้องทำประกันภัยความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ทั้งระหว่างการก่อสร้างและระหว่างการใช้อาคาร
ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุญาตหรือเปิดดำเนินการก่อนกฎกระทรวงมีผลบังคับ ได้รับยกเว้นหมวดแนวอาคารและหมวดโครงสร้าง เว้นแต่จะขอดัดแปลงหรือเปลี่ยนการใช้อาคารภายหลัง แต่ต้องปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยระบบไฟฟ้าสำรอง และมาตรการสิ่งแวดล้อม รวมทั้งทำประกันภัยให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
หากดาต้าเซ็นเตอร์ใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือกระทบสิ่งแวดล้อม เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน ขั้นตอนต่อไป
ร่างกฎกระทรวงจะเสนอต่อบอร์ดชุดใหญ่พิจารณา ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจา-นุเบกษาต่อไป







