
อว. พลิกงานวิจัยส่งนวัตกรรมถึงไร่นา ชูเทคโนโลยีลดต้นทุนปุ๋ยสูงสุด 60%
รัฐบาลชูผลงาน อว. พลิกงานวิจัยสู่ปากท้องประชาชนส่งเทคโนโลยีถึงมือเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าสินค้าชุมชน พร้อมเปิดโอกาสคนไทยทุกวัยพัฒนาทักษะใหม่รองรับตลาดแรงงานยุค AI
KEY
POINTS
- กระทรวง อว. ผลักดันการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริงในภาคการเกษตร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและลดต้นทุนให้เกษตรกร
- ชูเทคโนโลยีเด่นคือ "ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด" ที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งช่วยลดต้นทุนปุ๋ยได้สูงสุด 60%
- มีการนำร่องขับเคลื่อนนวัตกรรมในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น ต้นกล้ามันสำปะหลังปลอดโรค และกล้วยต้นเตี้ย
25 ตุลาคม 69 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2565–2568 มีข้อเสนอให้เร่งนำงานวิจัยไปแก้ปัญหาภาคเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาทักษะประชาชนให้ทันโลกยุค AI นั้น สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
"คำถามสำคัญไม่ใช่ประเทศไทยมีงานวิจัยมากแค่ไหนแต่คือประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากงานวิจัยเหล่านั้น เกษตรกรลดต้นทุนได้หรือไม่ คนทำงานมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเศรษฐกิจของตัวเองได้จริงหรือไม่ นี่คือผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน"
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การนำงานวิจัยลงไปแก้ปัญหาภาคเกษตร ซึ่งกระทรวง อว. โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำเสนอ 7 นวัตกรรมด้านการเกษตรและการแปรรูป พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร อาทิ เทคโนโลยีปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดที่มีผลการพัฒนาช่วยลดต้นทุนได้สูงสุดถึง 60% เทคโนโลยีผลิตต้นกล้ามันสำปะหลังปลอดโรคใบด่างและนวัตกรรมกล้วยต้นเตี้ยที่ช่วยลดความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน
ทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์ที่เกษตรกรเผชิญอยู่จริง ทั้งต้นทุนการผลิต โรคพืช และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรเป็นหนึ่งในกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ท้องถิ่น
นอกจากภาคเกษตร รัฐบาลยังเดินหน้าขยายโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ ภายใต้แนวคิด "การเรียนรู้ไม่ควรมีวันหมดอายุ" ผ่านการผลักดัน Skill Bridge ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อให้คนวัยทำงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และต่อยอดความสามารถเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นการศึกษาใหม่ทั้งหมด ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน ที่ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 10,000 คนภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่งานทักษะสูงและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกันการเข้าร่วม Human Capital Project ของธนาคารโลก ยังเป็นอีกก้าวของการขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนาคนไทยตั้งแต่เด็กปฐมวัย โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏร่วมพัฒนาครูและศูนย์เด็กเล็ก มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา และวางรากฐานการพัฒนาศักยภาพคนไทยในระยะยาว
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการกระจายทุนวิจัยสู่ภูมิภาค การแก้ปัญหาโรคพืช การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการนำองค์ความรู้มาช่วยยกระดับสินค้าชุมชนสู่สินค้า GI ล้วนเป็นประเด็นที่ควรนำไปพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะการสร้างระบบให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยเข้าถึงปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการติดตามผลว่าเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดไปสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพได้จริงเพียงใด
"ประชาชนไม่ควรต้องวิ่งตามหางานวิจัย แต่งานวิจัยต่างหากที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลต้องการเห็นเกษตรกรมีต้นทุนต่ำลง คนทำงานมีทักษะเพิ่มขึ้น และชุมชนมีโอกาสสร้างรายได้จากทรัพยากรของตนเอง เพราะความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ ไม่ควรวัดเพียงจำนวนงานวิจัยบนหิ้ง แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับจริง" รองโฆษกรัฐบาล กล่าว







