
ส.อ.ท. เตือนธุรกิจอย่ารอเศรษฐกิจฟื้น เร่งใช้ AI ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ รับมือโลกผันผวน
ส.อ.ท.ชี้โจทย์ใหญ่ไทยไม่ใช่รอเศรษฐกิจฟื้น เร่งใช้ AI ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม รับเศรษฐกิจโลกผันผวน ชู 5I ปลดล็อกขีดแข่งขันประเทศ
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. เตือนภาคอุตสาหกรรมไม่ควรรอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งและภูมิคุ้มกันจากภายใน
- แนะให้เร่งนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- นอกจากการใช้ AI ควรพัฒนาทักษะแรงงานให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี พร้อมทั้งกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลการประชุม IMF-World Bank 2026 สะท้อนชัดว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ควรรอให้เศรษฐกิจโลกกลับมาเติบโตสูงเช่นในอดีต แต่ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570
อย่างไรก็ตาม มองว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพดานการเติบโตที่ประเทศไทยต้องยอมรับ เพราะไทยยังมีรากฐานที่เข้มแข็ง ทั้งฐานการผลิตที่หลากหลาย เครือข่ายผู้ประกอบการและแรงงานที่มีประสบการณ์ รวมถึงทำเลที่เชื่อมโยงตลาดสำคัญของภูมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยมีศักยภาพเติบโตได้สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวและมีโอกาสก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคได้
ผลจากการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นทั้งมุมมองและแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปใช้วางแผนธุรกิจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มผลิตภาพ เช่น การควบคุมคุณภาพ วางแผนการผลิต และจัดการพลังงาน รวมถึงพัฒนาทักษะให้แรงงานทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ ควบคู่กับการปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานต่อหน่วย และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด
แนะกระจายตลาด-แหล่งวัตถุดิบ
อีกเรื่องสำคัญคือการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ กระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ ดูแลสภาพคล่อง รวมถึงบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน ค่าเงิน และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และใช้ข้อมูลธุรกรรมและบัญชีดิจิทัลช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน หากผู้ประกอบการสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับให้เหมาะกับกิจการ ก็ช่วยให้สามารถรับมือความผันผวน และคว้าโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
ผลสำคัญอีกประการจากการประชุมนี้ คือ การประกาศกรอบความร่วมมือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย IMF และ World Bank เพื่อยกระดับการรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ World Bank ยังได้สนับสนุนวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่ EXIM Bank เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน รองรับการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)
ยุทธศาสตร์ 5I
ที่สำคัญทิศทางจากเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อน แสดงให้เห็นว่า ส.อ.ท. มาถูกทางในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาค โดยมีแนวทางดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ 5I ประกอบด้วย
- I : Intelligent Industry : การผสานระบบ Lean Automation, IoT, Robot/Cobot และเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดของเสีย ควบคุมคุณภาพ และลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต ให้ธุรกิจสามารถพัฒนาให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาโลกใหม่
- I : Innovation & Creative Industry : การพัฒนานวัตกรรมไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) การสร้างแบรนด์ และยกระดับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง พร้อมผลักดันกลไกการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุน
- I : International Alliance & Network : การส่งเสริมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
- I : Industrial Infrastructure Reform : การเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งการปฏิรูปกฎหมาย พลังงาน ดิจิทัล โลจิสติกส์ น้ำ และการพัฒนาคน เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เมืองสมัยใหม่ (Modern City)และคนยุคใหม่ (Modern People)
- I : Inclusive Sustainability : การเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดคาร์บอน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดใหม่อย่างทั่วถึง
“การประชุมดังกล่าวไม่ได้ทำให้ ส.อ.ท. ต้องเปลี่ยนเข็มทิศ เพราะยุทธศาสตร์ 5I มาถูกทิศทางแล้ว สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือความเร็วในการลงมือทำ ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน และการกำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้ เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่ายระดับโลกให้เป็นการลงทุน งาน และโอกาสของผู้ประกอบการไทย”







