
สมาพันธ์เอสเอ็มอีจี้กระจายทุน ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง หลังประชุม IMF
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี ชี้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ต้องเร่งแก้ 2 โจทย์ใหญ่ เปิดทาง MSMEs เข้าถึงแหล่งทุน กระจายผลประโยชน์จากเศรษฐกิจให้ทั่วถึง เตือนหากปล่อยความเหลื่อมล้ำขยายตัว เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตสังคมในยุโรป
KEY
POINTS
- สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างระบบการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs) เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างทั่วถึง
- เสนอให้กระจายผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจสู่ธุรกิจฐานรากอย่างเป็นธรรม ไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่
- ชี้ว่าการแก้ปัญหาทั้งสองด้านเป็นโจทย์สำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการประชุม IMF-World Bank โดยระบุว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งแก้ไข 2 โจทย์สำคัญ ได้แก่ การสร้างระบบการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างทั่วถึง และการกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงธุรกิจฐานรากอย่างแท้จริง
เปิดทาง MSMEs เข้าถึงทุน กระจายดอกผลเศรษฐกิจ
ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบนิเวศทางการเงิน (Financial Ecosystem) ให้เอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อช่วยให้ธุรกิจฐานรากมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการดำเนินกิจการและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุนหรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องมีกลไกที่ทำให้ผลประโยชน์ไหลเวียนไปถึงผู้ประกอบการ MSMEs อย่างเป็นรูปธรรม
“สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การคิดว่าจะส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve อย่างไรเท่านั้น แต่ต้องคิดควบคู่ไปกับการสร้างกลไกที่จะกระจายดอกผลเหล่านั้นลงไปสู่กลุ่ม MSMEs ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของประเทศได้อย่างไรด้วย” ดร.ณพพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ การผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เป็นแนวทางสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เป็นหลัก
เตือนเหลื่อมล้ำขยายตัว กระทบปากท้องคนในประเทศ
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เน้นย้ำว่า แม้แนวคิดและนโยบายจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง โดยรัฐบาลสามารถส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อสร้าง New S-Curve และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้ แต่ต้องไม่ละเลยปัญหาปากท้องของประชาชนและการดูแลผู้ประกอบการ MSMEs ซึ่งเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขในปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่รุนแรง ดังเช่นบทเรียนจากหลายประเทศในยุโรป
ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจึงต้องเดินหน้าอย่างสมดุล ทั้งการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการกระจายผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน และเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างแท้จริง







