
เอกชนกระทุ้งรัฐ เร่งปลดล็อกลงทุน หลัง IMF ชี้ GDP ไทยโตแค่ 2.1% ต่ำสุดอาเซียน
เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญโจทย์โตต่ำต่อเนื่อง หลัง IMF คาด GDP ปี 2569-2570 จะขยายตัวเพียง 2.1% ต่ำสุดในอาเซียน-5 จี้รัฐเร่งปฏิรูปกฎหมาย ลดอุปสรรคทำธุรกิจ หวังปลดล็อกการลงทุนให้เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และฟื้นกำลังซื้อ พร้อมใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนต่างชาติปักฐานในไทย
KEY
POINTS
- IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569-2570 จะขยายตัวเพียง 2.1% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้ออ่อนแอ
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปลดล็อกอุปสรรคด้านการลงทุน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ซับซ้อน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากผู้ประกอบการไทยควบคู่ไปกับการดึงดูดทุนต่างชาติ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนจากภายในประเทศ
การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพฯ เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ
เอกชนกระทุ้งรัฐ เร่งปลดล็อกลงทุน หลัง IMF ชี้ GDP ไทยโตแค่ 2.1%
หลังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย
ประมาณการดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ การลงทุนของผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคยังเดินหน้าดึงดูดเงินลงทุนและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขคาดการณ์ของ IMF สะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยโจทย์สำคัญคือการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และปลดล็อกอุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ช้า
หนี้ครัวเรือนสูง กดกำลังซื้อ-ฉุดเศรษฐกิจ
นายหลักชัยกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับการใช้จ่ายน้อยลง แม้รายได้จะยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องแบ่งไปชำระหนี้บ้าน รถยนต์ และสินค้าเทคโนโลยี เมื่อเผชิญกับราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้น จึงยิ่งทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และส่งผลต่อกำลังซื้อโดยรวมของประเทศ
ส่วนภาคการส่งออก แม้ยังขยายตัวได้ดี แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูงขึ้นด้วย ทำให้ผลสุทธิที่ส่งผ่านมายัง GDP ไม่มากเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังมีความสำคัญต่อการรักษาคำสั่งซื้อของโรงงาน การจ้างงาน และรายได้ของแรงงาน ซึ่งช่วยพยุงการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้บางส่วน
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักก็ยังไม่เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการเดินทางและค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกและจีนที่ชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ไทยไม่สามารถพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนที่ผ่านมา
จี้รัฐเร่งปฏิรูปกฎหมาย ปลดล็อกการลงทุน
นายหลักชัยมองว่า เมื่อภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและความสามารถในการกู้เงินเพิ่มเติม การลงทุนจึงเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน โดยรัฐบาลได้พยายามเดินทางไปโรดโชว์ในยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อดึงดูดบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในไทย แต่การลงทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การพิจารณาโครงการ การตัดสินใจของนักลงทุน ไปจนถึงการเริ่มดำเนินธุรกิจจริง ผลบวกทางเศรษฐกิจจึงอาจทยอยเกิดขึ้นในปีถัดไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันที
สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน คือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่มีขั้นตอนซับซ้อน ลดความล่าช้าในการอนุมัติและดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาแรงงานทักษะสูงด้านเทคโนโลยีให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เพราะนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงสิทธิประโยชน์ในการลงทุน แต่ยังให้ความสำคัญกับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ความพร้อมของแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ แม้ไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมถึงบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน แต่ประเทศคู่แข่งก็เร่งพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับจุดแข็งเดิมให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ
ปลุกลงทุนคนไทย ลดพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการลงทุนของผู้ประกอบการไทยที่ยังมีจำกัด นายหลักชัยกล่าวว่า ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยจำนวนหนึ่งระมัดระวังการลงทุนใหม่มากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ผู้ประกอบการเดิมต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อปรับตัวและรักษาความอยู่รอดของกิจการ การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติจึงมีความสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นเครื่องยนต์เพียงด้านเดียว ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ธุรกิจไทยกล้าลงทุนและขยายกิจการได้มากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน เพื่อให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเงินทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตเท่านั้น
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำจะมีผลต่อการลงทุนหรือขยายการลงทุนหรือไม่นั้น นายหลักชัยมองว่า ผลของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ หากเป็นการลงทุนเพื่อผลิตและส่งออกไปตลาดโลก อัตราการเติบโตของ GDP ไทยอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ แต่หากเป็นการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าและบริการจำหน่ายในประเทศ นักลงทุนจะพิจารณากำลังซื้อและแนวโน้มการเติบโตของตลาดไทยอย่างรอบคอบมากขึ้น
ดังนั้น การเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยจึงต้องทำควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการปฏิรูปกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคน และการสร้างตลาดภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่แข่งขันกับประเทศอื่นได้ในระยะยาว
กระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น ควบคู่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในระยะสั้น นายหลักชัยเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเพิ่มกำลังซื้อ เช่น โครงการร่วมจ่าย (ไทยช่วยไทยพลัส) หรือมาตรการอุดหนุนประชาชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้มาตรการลักษณะนี้ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลักในระยะยาว แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ประชาชนมีภาระหนี้สูงและกำลังซื้ออ่อนแอ การช่วยพยุงการบริโภคยังมีความจำเป็น
นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายปียังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เพราะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยขาดกำลังซื้อ ลดการใช้จ่าย และกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจในท้องถิ่น ภาครัฐจึงควรเร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูอาชีพของประชาชนควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นกำลังซื้อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับการเติบโตของไทยในระยะยาว หากไม่สามารถทำให้เกิดการลงทุนใหม่ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น เศรษฐกิจไทยก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำต่อเนื่อง
ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกเข้าไทย
นายหลักชัยกล่าวว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพประเทศต่อผู้แทนนานาชาติ ผู้บริหารสถาบันการเงิน และนักลงทุนจากทั่วโลก เพราะการได้เห็นโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และความพร้อมของไทยด้วยตนเอง อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้
แม้ผลลัพธ์ด้านการลงทุนจะไม่เกิดขึ้นทันทีหลังการประชุม แต่มีโอกาสส่งผลดีต่อเนื่องทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนของเงินทุนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยล่าสุดมีลูกค้าขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 2-3 ราย ติดต่อขอเข้าชมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางแล้ว
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ IMF คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มจาก 3.1% ในปี 2569 เป็น 3.4% ในปี 2570 นายหลักชัยมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกไทย โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตได้ถึง 2.3% สูงกว่าคาดการณ์ 2.1% ของ IMF จากแรงสนับสนุนของการส่งออกและราคาผลผลิตเกษตร โดยเฉพาะยางพารา รวมถึงปริมาณน้ำที่ยังเพียงพอต่อภาคเกษตรในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม โดยสรุปการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่าที่ IMF ประเมิน จำเป็นต้องเปลี่ยนโอกาสจากการส่งออกและการดึงดูดเงินลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเร่งปลดล็อกกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และฟื้นความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพื่อให้การลงทุนกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป







