thansettakij
thansettakij
ธปท. มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้ โต 2.3% สูงกว่า IMF คาดการณ์ ชี้ 'ส่งออก-ลงทุน' หนุน

ธปท. มั่นใจเศรษฐกิจไทย โต 2.3% สูงกว่า IMF คาดการณ์ ชี้ 'ส่งออก-ลงทุน' หนุน

13 ต.ค. 69 | 03:57 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ต.ค. 69 | 04:09 น.

ธปท. มั่นใจจีดีพีไทยปี 2569 โต 2.3% สูงกว่า IMF ที่คาดการณ์ไว้ 2.1% รับแรงหนุนส่งออกและการลงทุน จับตาปัญหาเชิงโครงสร้างยังฉุดศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

KEY

POINTS

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้
  • ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 17-18% และการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโต 13%
  • การลงทุนได้รับอานิสงส์สำคัญจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยหนุนโมเมนตัมการเติบโต
  • ธปท. ชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ซึ่งส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวลดลง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลัง IMF ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ที่ 2.1% จาก 1.9% ว่า ในส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ประเมินไว้อยู่ในช่วง 2-2.3% 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพค่อนข้างดีและมีความยืดหยุ่นสูง แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายต่างๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่เศรษฐกิจยังคงมีโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยบวกสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้จีดีพี ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 2.3% มาจากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกชัดเจนและคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 17% ถึง 18% ควบคู่ไปกับการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 13% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการเข้ามาของกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยหนุนโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจลดลงเรื่อยๆ จากในอดีตที่เคยเติบโตระดับ 3-5% มาเหลือเพียงประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน GDP เต็มศักยภาพ (Potential GDP) หรือระดับการเติบโตเมื่อใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ได้ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% 

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำมานานหลายทศวรรษ ผลิตภาพการผลิต (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงตามอุตสาหกรรมเก่า กำลังแรงงานที่ลดลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาในระบบการศึกษา ตลอดจนหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงถึง 86-87% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงภาระหนี้สาธารณะ

นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินโครงการเพียงโครงการเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการเร่งแก้ไข ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายบทบาทจากการดูแลเพียงนโยบายการเงิน เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอี (SME) ต่อไป