thansettakij
thansettakij
น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

02 ต.ค. 69 | 01:28 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ต.ค. 69 | 01:28 น.

น้ำท่วมกระแทกเศรษฐกิจไทยโค้งท้าย ฉุด GDP Q3 เหลือโต 1.7–1.8% ทั้งปีจ่อขยายตัวแค่ 2.1% ต่ำกว่าปี 68 ห่วงโซ่เกษตรเสียหาย 6.9 หมื่นล้านบาท จับตาซัพพลายช็อกลาม Q4 วัตถุดิบอาหารขาดช่วง กระทบการผลิต-ส่งออก ดันเงินเฟ้อ ก.ย.แตะ 3% สภาพัฒน์เกาะติดการลงทุน-ส่งออกประคองเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผนรับมือ

KEY

POINTS

  • สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายให้ภาคเกษตรและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นมูลค่าเกือบ 7 หมื่นล้านบาท กระทบตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภค
  • อุทกภัยส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจมหภาค คาดว่าจะฉุดให้ GDP ปี 2569 เติบโตลดลงเหลือประมาณ 2.1% และยังกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร
  • ผลกระทบจากน้ำท่วมคาดว่าจะก่อให้เกิดภาวะ "ซัพพลายช็อก" ในไตรมาส 4 ทำให้สินค้าเกษตรขาดแคลนและราคาแพงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องเร่งปรับแผนเพื่อรับมือ

เศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายปี 2569 เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ขยายวงกว้าง กระทบตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบอาหาร การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการส่งออกและการบริโภค ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องเร่งปรับแผนรับมือ ท่ามกลางความเสี่ยงที่ผลกระทบจะลากยาวเข้าสู่ไตรมาส 4 และกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี

น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ยังเกิดขึ้นในหลายจังหวัดรวมถึงในพื้นที่กรุงเทพฯจะกดดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 3 ลดลงราว 0.5% หากนำฐานการเติบโตของ GDP ไตรมาส 2 ที่ 1.9% มาคำนวณ จะทำให้ GDP ไตรมาส 3 เหลือประมาณ 1.4%

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1% ต่อเดือน หรือรวม 0.3% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จะช่วยพยุงให้ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวได้ราว 1.7-1.8%

สำหรับภาพรวมทั้งปี ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2.1% ต่ำกว่าปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% หรือหายไปประมาณ 0.3% สะท้อนแรงกดดันจากน้ำท่วมที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจในช่วงโค้งท้ายของปี

ฉุด GDP ลามสะเทือนห่วงโซ่เกษตร

ทั้งนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตร แต่ยังส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยจากการประเมินคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-30 กันยายน 2569 ซึ่งครอบคลุม 31 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 32 พื้นที่ คาดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบอยู่ที่ 69,102.86 ล้านบาท หรือประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.36% ของ GDP ประเทศไทย

ภาคกลางได้รับผลกระทบหนักที่สุด มูลค่าความเสียหาย 31,521.58 ล้านบาท หรือประมาณ 45.6% ของความเสียหายรวม รองลงมาคือภาคตะวันออก 19,923.97 ล้านบาท ภาคเหนือ 11,795.69 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,861.61 ล้านบาท

เมื่อแยกตามห่วงโซ่อุปทาน พบว่าเกษตรกรซึ่งเป็นต้นน้ำได้รับความเสียหายสูงถึง 25,864.70 ล้านบาท จากการสูญเสียผลผลิต พืชผล และปศุสัตว์ ขณะที่กลางน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้แปรรูปสินค้าเกษตรได้รับความเสียหาย 18,307.44 ล้านบาท จากการขาดแคลนวัตถุดิบป้อนโรงสี โรงงานแป้งมัน และโรงงานอาหารสัตว์ ส่งผลให้กระบวนการผลิตบางส่วนหยุดชะงัก

ส่วนปลายน้ำ ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นรวม 13,402.45 ล้านบาท จากภาวะสินค้าเกษตรและอาหารขาดแคลน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5 พันล้านบาท เนื้อสัตว์ 2 พันล้านบาท และเนื้อไก่ 1.7 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 3,479.24 ล้านบาท

ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมูลค่าการส่งออกลดลงรวม 5,482.56 ล้านบาท โดยเฉพาะข้าวที่สูญเสียประมาณ 2.36 พันล้านบาท และมันสำปะหลัง 2.14 พันล้านบาท จากปัญหาผลผลิตส่งมอบล่าช้า ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และการขนส่งมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.5 พันล้านบาท จากอุปสรรคในการเดินทางและจัดส่งสินค้า

ซัพพลายช็อกลาม Q4

ดร.อัทธ์มองว่า ผลกระทบสำคัญที่จะตามมาในไตรมาส 4 คือปัญหา “ซัพพลายช็อก” หรือการชะงักงันของห่วงโซ่การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเกิดปัญหาประมาณ 1 เดือน สินค้าที่ต้องจับตา ได้แก่ ผัก เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด และไข่ไก่ ขณะที่ผลไม้แปรรูปได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากพ้นฤดูกาลของภาคตะวันออกแล้ว อย่างไรก็ดีในด้านการส่งออกของไทยทั้งปีนี้คาดจะยังขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 10-15%

นอกจาก GDP และการส่งออกแล้ว น้ำท่วมยังส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและเงินเฟ้อ โดย ดร.อัทธ์ระบุว่า หากย้อนกลับไปดูมหาอุทกภัยปี 2554 เงินเฟ้อเคยปรับเพิ่มขึ้นถึง 3-4% จากระดับ 3% พุ่งขึ้นเป็น 7% ขณะที่ปี 2569 เงินเฟ้อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.5% และคาดว่าเดือนกันยายนจะขยับขึ้นเป็น 2.8-3.0% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3-0.5%

ปัจจัยหลักมาจากซัพพลายสินค้าเกษตรและอาหารสดในภาคกลาง ทั้งผัก เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ได้รับความเสียหายจนสินค้าในตลาดบางรายการขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบดังกล่าวจึงมีโอกาสกระจายไปยังผู้บริโภค ร้านอาหาร ค้าปลีก และธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบอาหาร โดยเฉพาะเมื่อปัญหาการขนส่งเข้ามาซ้ำเติมต้นทุน แม้จะยังต้องติดตามว่าสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายได้เร็วเพียงใด

สศช.เกาะติดเศรษฐกิจ โค้งท้าย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าการลงทุนและการส่งออกยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยสภาพัฒน์ยังคงติดตามสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมา สศช.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2-2.5% หรือมีค่ากลางการประมาณการ 2.2% โดยยังคงต่อเนื่องจาก 2.4% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในเกณฑ์สูง รวมทั้งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาค ครัวเรือน เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์ดี และมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ

แนะรัฐบาลกระตุ้นศก.แก้สภาพคล่อง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังมีปัญหาที่จะต้องติดตามใกล้ชิด คือสภาพคล่องทางการเงินทั้งของครัวเรือนและ SMEs ที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูครัวเรือนหรือธุรกิจจะทำให้ฐานะการเงินทรุดตัว อาจลามไปถึงหนี้เสียตลอดจนกระทบกำลังซื้อซ้ำเติมเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้าย

ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับแก้ปัญหาสภาพคล่อง เช่น พักหนี้ หรือลดค่างวดเพื่อลดภาระการเงินให้กับครัวเรือนและหรือธุรกิจที่ประสบภัยพิบัติเพื่อให้ไม่กระทบกำลังซื้อและประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้า

ค้าปลีก-ท่องเที่ยวเร่งรับมือ

ในภาคค้าปลีก ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบเป็นรายพื้นที่ พร้อมเตรียมแผนรองรับโดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน ร้านค้า และชุมชนโดยรอบ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศยังเปิดพื้นที่จอดรถเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการนำรถมาจอดในพื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันมีการดูแลพนักงานและปรับการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สำหรับภาคการท่องเที่ยว เซ็นทรัลพัฒนายังคงเดินหน้าแผนรองรับ Golden Week พร้อมติดตาม Travel Sentiment อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง และการชำระเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจีน

ขณะที่การขนส่งยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีก โดยบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในกลุ่มบีเจซีเร่งบริหารจัดการสต็อกและร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อจัดเตรียมสินค้าจำเป็นให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยอาศัยระบบโลจิสติกส์ของบริษัท บีเจซี ดีเอชแอล โลจิสติกส์ โซลูชั่น จำกัด ในการกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบางปะอินไปยังสาขาบิ๊กซีทั่วประเทศ

ด้านนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรม (THA) กล่าวว่า โรงแรมได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง เช่น ถนนศรีนครินทร์ มีลูกค้าขอเลื่อนหรือยกเลิกการจองบางกรณี แต่ผู้ประกอบการสามารถประสานโรงแรมพันธมิตรเพื่อส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมและเดินทางสะดวก เช่น พระราม 9

สำหรับการจองใหม่คาดว่าเดือนตุลาคมอาจชะลอตัวประมาณ 5-10% แต่หากสถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้น ตลาดท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยสมาคมยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

อสังหาฯ ฟื้นแบบประคองตัว

ส่วนตลาดที่อยู่อาศัย นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ไตรมาส 4 ตลาดเริ่มฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเรียลดีมานด์และสินค้าที่มีระดับราคาสอดคล้องกับกำลังซื้อ

ข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 มียอดโอนทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% หลังไตรมาส 1 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดโอนทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% และไตรมาส 2 มีแรงส่งชัดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซัพพลายใหม่ยังหดตัว สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่การเร่งโอนก่อนมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกขยายตัว ดังนั้น ไตรมาส 3-4 จะเป็นบททดสอบว่าตลาดมี Real Demand มากน้อยเพียงใด

นายสุนทรมองว่า น้ำท่วม อาจทำให้การซื้อขายชะลอตัวในระยะสั้น และหากเกิดอุทกภัยรุนแรงจะกลายเป็นอีกปัจจัยที่กระทบตลาดเพิ่มเติมจากปัจจัยหลักอย่างภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หายไป โดยภาพรวม Q4/69 จึงมีแนวโน้มเป็นการฟื้นแบบประคองตัว มากกว่าการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด