
โตโยต้า ฮอนด้า หยุดผลิตรถยนต์ทุกโรงงานในไทย เหตุน้ำท่วมซัพพลายเชนป่วน
โตโยต้า ฮอนด้า หยุดการผลิตรถยนต์ทุกโรงงานในไทยชั่วคราว จากสถานการณ์น้ำท่วม และบรรดาซัพพลายเออร์ส่งชิ้นส่วนให้ไม่ได้
KEY
POINTS
- โตโยต้า และฮอนด้า ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ทุกโรงงานในประเทศไทยชั่วคราว
- สาเหตุหลักเกิดจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ ทำให้ไม่สามารถขนส่งชิ้นส่วนเพื่อการผลิตได้
- พนักงานประสบปัญหาในการเดินทางมาทำงาน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว
สองค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น โตโยต้า ฮอนด้า ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ทุกโรงงานในไทยชั่วคราว จากสถานการณ์น้ำท่วม รอประเมินสถานการณ์จนถึงวันที่ 5-6 ตุลาคมนี้ หลังจากพนักงานมีอุปสรรคในการเดินทาง และบรรดาซัพพลายเออร์ ติดปัญหาเรื่องการขนส่งชิ้นส่วนเพื่อการผลิต
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศหยุดการผลิตและหยุดงานชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัย ที่โรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา(ไม่ได้ผลิตรถยนต์แล้ว) และโรงงานผลิตรถยนต์ จ.ปราจีนบุรี
ด้วยสถานการณ์อุทกภัย (น้ำท่วม) ในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทาง ที่พักอาศัย ตลอดจนการดำเนินชีวิตประจำวันของพนักงานและครอบครัว บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความปลอดภัย ความเป็นอยู่ และความจำเป็นในการดูแลจัดการทรัพย์สิน รวมถึงฟื้นฟูที่อยู่อาศัยของพนักงานทุกท่านเป็นสำคัญ
โดยระยะเวลาหยุดงานชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 และให้พนักงานกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง)
ขณะที่โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย หยุดการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง ทั้งสำโรง จ.สมุทรปราการ,บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และเกตเวย์ จ. ฉะเชิงเทรา จนถึงวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะกลับมาเปิดดำเนินการในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 หรือไม่
โดยสาเหตุหลักที่ต้องหยุดการผลิต เนื่องจากบรรดาซัพพลายเออร์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่สายการผลิตได้ตามกำหนด
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากาการติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24–30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด
“จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ภายใต้ฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี”
การประเมินความเสียหายครอบคลุมทั้งความเสียหายโดยตรงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ







