thansettakij
thansettakij
น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้าน ร้านอาหารยอดวูบ 80% นิคมอุตสาหกรรมเสี่ยง

น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้าน ร้านอาหารยอดวูบ 80% นิคมอุตสาหกรรมเสี่ยง

30 ก.ย. 69 | 04:08 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 04:08 น.

น้ำท่วมฉุดกิจกรรมเศรษฐกิจ ประเมินความเสียหาย 33,000 ล้านบาท กด GDP ไตรมาส 3 ขณะที่ร้านอาหารยอดขายวูบ 80% โรงงาน-เอสเอ็มอีสะดุด เสี่ยง Supply Shock กระทบส่งออก ซ้ำเติมอสังหาโค้งท้ายชะลอตัว ด้าน ATTA ชี้ท่องเที่ยวเสียหายจากการเดินทางสะดุด ต้นทุนพุ่ง เสนอรัฐเร่งเยียวยา

KEY

POINTS

  • ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอาจสูงถึง 3.3 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 10 วัน
  • ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบหนัก ยอดขายลดลงถึง 80% เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถเดินทางมาใช้บริการและการขนส่งวัตถุดิบลำบาก
  • นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งมีความเสี่ยง โดยเฉพาะนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมฯ บางพลี ถูกจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูงจากปัญหาน้ำท่วมขัง

ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ได้ส่งแรงกระแทกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม เกษตรค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านอาหาร ไปจนถึงการเดินทางและบริการ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมใน 48 จังหวัดไว้ที่ 16,000–33,000 ล้านบาท มีค่ากลางประมาณ 25,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 10 วัน ความเสียหายมีโอกาสขยับแตะ 33,000 ล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบเริ่มสะท้อนผ่านธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะร้านอาหารที่บางแห่งยอดขายลดลงถึง 80% โรงงานประสบปัญหาแรงงานและขนส่ง ส่วนเอสเอ็มอีเสี่ยงสูญเสียสภาพคล่อง หากสถานการณ์ลากยาว ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวต้องรับแรงกดดันเพิ่มในช่วงไตรมาส 4

น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้าน ร้านอาหารยอดวูบ 80% นิคมอุตสาหกรรมเสี่ยง

น้ำท่วมกด GDP-ดันเงินเฟ้อ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่า น้ำท่วมจะกดดัน GDP ไตรมาส 3 ของไทยลดลงราว 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 1.9% ทำให้เหลือประมาณ 1.4% แต่หากรวมแรงพยุงจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสราว 0.3% ใน 3 เดือน จะทำให้ GDP ไตรมาส 3 อยู่ที่ประมาณ 1.7–1.8% ส่วนทั้งปีคาดเติบโตประมาณ 2.1%

ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งขึ้นจากปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารสด โดยเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.5% และคาดเดือนกันยายนขยับเป็น 2.8–3.0% หลังผัก เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายแตกต่างกันตามกรอบการประเมิน โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินความเสียหายช่วง 25–29 กันยายน ในกรณีฐานประมาณ 12,283 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิเบื้องต้น 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้กรอบเวลา 3–7 วัน เนื่องจากบางส่วนเป็นกิจกรรมที่เลื่อนการใช้จ่ายออกไปและอาจกลับมาฟื้นตัวได้

น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้าน ร้านอาหารยอดวูบ 80% นิคมอุตสาหกรรมเสี่ยง

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ดร.อัทธ์ ประเมินนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยวันละ 4,000 ล้านบาท หากช่วงน้ำท่วมกระทบ 4 วัน จะมีเม็ดเงินหายไปราว 16,000 ล้านบาท และหากคิดเฉพาะกรุงเทพฯ ราว 50% จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท

“หากน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายจะไม่ได้หยุดแค่ธุรกิจ แต่ลามเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและการส่งออก”

ร้านอาหารยอดขายวูบ 80%

ขณะที่ภาคธุรกิจในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นผลกระทบชัด โดยเฉพาะร้านอาหารในพื้นที่เพชรบุรี รามคำแหง อโศก สุขุมวิท และลาดพร้าวนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรม ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ระบุว่า แม้ร้านอาหารหลายแห่งไม่ได้ถูกน้ำท่วม โดยตรง แต่ลูกค้ายกเลิกการเดินทาง การขนส่งวัตถุดิบและบริการเดลิเวอรี สะดุด ทำให้บางร้านยอดขายลดลงถึง 80% ขณะที่ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟยังเป็นต้นทุนคงที่

“หากน้ำท่วมยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ ร้านเล็กจะเริ่มเจอปัญหาสภาพคล่อง และหากนานถึง 1 เดือน ผลกระทบจะขยายตัวสู่การหยุดกิจการหรือลดการจ้างงาน”

เพื่อการรับมือผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์โดยระยะสั้นเป็นการลดสต็อกวัตถุดิบ ปรับเวลาเปิด-ปิดร้าน และบริหารตารางการทำงานของพนักงาน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่ลดการออกนอกบ้านช่วงเย็น ขณะเดียวกันราคาผักสวนครัวบางรายการ เช่น กวางตุ้ง คะน้า และแตงกวา เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากปัญหาโลจิสติกส์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนต่อเนื่องหลังน้ำลด

โรงงานสะดุด แรงงาน-ขนส่งคือโจทย์

สำหรับภาคการผลิต นายสุภัค หมื่นนิกร CEO Siam Steak Group และ ECO & Founder Food Franchise Institute (FFI) ระบุว่า ภาคโรงงานได้รับผลกระทบจากการเดินทางของแรงงานและระบบขนส่ง แม้โรงงานผลิตอาหารบางแห่งยังไม่ได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างหรือวัตถุดิบ โดยกรณีโรงงานของบริษัทที่ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 94 แม้ไม่ได้รับความเสียหายทางโครงสร้างหรือวัตถุดิบ แต่ได้รับผลกระทบหลักด้านแรงงานและการขนส่ง โดยมีพนักงานเดินทางมาทำงานได้เพียง 30% จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้ Safety Stock เปลี่ยนมาใช้รถ 4 ล้อขนาดใหญ่ และสลับผู้ให้บริการขนส่ง Outsource ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์การผลิตจะคลี่คลายใน 3-5 วัน หากไม่มีฝนตกเพิ่ม ส่วนวัตถุดิบเนื้อสัตว์ยังไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมาจากฟาร์มระบบปิด แต่มียอดขายบางส่วนหายไปจากการปิดจุดขายในโรงเรียนกว่า 10 แห่ง

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ระบุว่า น้ำท่วมครอบคลุม 27 จังหวัดและกรุงเทพฯ ณ วันที่ 29 กันยายน ยังไม่สามารถสรุปว่าผลผลิตเสียหายทั้งหมด เพราะต้องประเมินเป็นรายพื้นที่และชนิดพืช โดยเฉพาะผักสดที่มีช่วงเก็บเกี่ยวจำกัด หากเก็บเกี่ยวหรือขนส่งล่าช้าอาจกระทบคุณภาพและการป้อนโรงงาน

“น้ำท่วมเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัว Q4 และทำให้เป้าหมายส่งออกสินค้าอาหารสำเร็จรูปของไทยในปีนี้ขยายตัวที่ 3–5ท้าทายขึ้น”

หากน้ำลดเร็ว ผู้ประกอบการยังสามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนและรักษาการส่งมอบได้ แต่หากยืดเยื้อจนกระทบรอบการเพาะปลูกใหม่ อาจเกิดวัตถุดิบขาดช่วงต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 และกระทบคำสั่งซื้อช่วงปลายปี

เอสเอ็มอีเสี่ยงขาดสภาพคล่อง

ขณะที่ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีสัดส่วน 99.5% ของประเทศ และจ้างงานถึง 69% ของภาคเอกชน การเกิดภัยพิบัติซ้ำซากทำให้เอสเอ็มอีสูญเสียสภาพคล่อง เสียหายทั้งเครื่องจักรและสต๊อกสินค้า จึงเสนอแนวทางรับมือ 3 แผน ได้แก่ 1. กำหนดแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานน้ำทั้งระบบ 2. จัดทำ แผนเผชิญเหตุ แจ้งเตือนภัย อพยพและช่วยเหลือ และ 3. จัดทำแผนฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้มีมาตรการที่ชัดเจน และสามารถวัดผลการเข้าถึงได้ รวมถึงเงินทุนฟื้นฟูอาชีพ การซ่อมแซมเครื่องมือ และมาตรการรองรับผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อหรืออยู่ในภาวะหนี้เสีย เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและการจ้างงานในระบบ

นิคมฯ จับตา อมตะซิตี้-บางพลี

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมใน 40 จังหวัด รวม 1,267 ราย แบ่งเป็นโรงงาน 52 แห่ง เอสเอ็มอี 1,162 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.18 ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือ 1,081 ราย ขณะที่มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วยเหลือแล้ว 204 ราย วงเงินรวม 769.06 ล้านบาท ส่วนมาตรการเติมทุนฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการยังไม่มีผู้ใช้สิทธิ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือด้านสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ การซ่อมแซมเครื่องจักร และสิ่งของจำเป็น

ด้านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดพื้นที่เฝ้าระวังสูง 2 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมบางพลี โดยอมตะซิตี้มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงถึงประมาณ 70 เซนติเมตรจากระดับถนน กนอ.เร่งปิดกั้นพื้นที่และเดินเครื่องสูบน้ำ 26 จุด รวมกำลังสูบ 43,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ขณะที่บางพลีมีน้ำขังในซอย 1-2 สูง 30-80 เซนติเมตร และยังมีน้ำจากคลองสำโรงไหลเข้าสู่พื้นที่ ส่วนบางปูเหนือ บางชัน และสมาร์ท ปาร์ค สถานการณ์เริ่มคลี่คลายหรืออยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำ ขณะที่นิคมฯ ในพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นครหลวง บางปะอิน และบ้านหว้า (ไฮเทค) ยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

Q4 จับตาอสังหาฯ-ท่องเที่ยว

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า น้ำท่วมเป็นปัจจัยซ้ำเติมตลาดมากกว่าจะเป็นต้นเหตุหลักของการชะลอตัว โดย Q4 ยังมีแรงพยุงจากมาตรการรัฐ แต่กำลังซื้อยังเปราะบาง หากน้ำลดเร็ว ผลกระทบ น่าจะเป็นการเลื่อนซื้อ มากกว่าการยกเลิกความต้องการทั้งหมด

ข้อมูลครึ่งแรกปี 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีหน่วยเปิดขายใหม่ลดลง 20.9% มูลค่าโครงการลดลง 18.0% แต่หน่วยโอนเพิ่ม 20.8% และมูลค่าการโอนเพิ่ม 7.0% โดยตลาดยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเข้มงวดสินเชื่อ และต้นทุนก่อสร้าง

กระทบท่องเที่ยวต้นทุนพุ่ง-ธุรกิจสะดุด

ด้านภาคการท่องเที่ยว ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า น้ำท่วมช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางเข้า-ออกสนามบินและการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ นักท่องเที่ยวบางส่วนเดินทางไม่ทันเที่ยวบิน ต้องเปลี่ยนเที่ยวบินหรือปรับโปรแกรมท่องเที่ยว ขณะที่บริษัททัวร์ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งค่ารถรับส่ง ที่พัก อาหาร การเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว และการประสานงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนได้รับผลกระทบทางการเงินโดยตรง แม้ธุรกิจไม่ได้ถูกน้ำท่วม พร้อมเสนอให้ภาครัฐนับรวมความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจที่หยุดชะงัก หรือ Business Interruption Loss ในการประเมินความเสียหายด้วย

ATTA ยังมองว่า แม้ฝนเริ่มลดลง แต่ภาคท่องเที่ยวยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ทันที เนื่องจากต้องติดตามน้ำสะสม สภาพถนนการเดินทางเข้า-ออกสนามบิน และความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว โดยเสนอจัดทำ Tourism Recovery Monitoring ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนามบิน สายการบิน หน่วยงานคมนาคม และผู้ประกอบการ เพื่อติดตามทั้งเที่ยวบินและการเดินทางที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายทางธุรกิจจากการยกเลิกหรือเปลี่ยนโปรแกรม รวมถึงความพร้อมของโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และระบบคมนาคมในแต่ละพื้นที่

สำหรับมาตรการเร่งด่วน ATTA เสนอให้รัฐเปิดช่องทางรับแจ้งความเสียหายแบบ One-Stop และเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายใน7 วัน พร้อมเร่งฟื้นระบบบริการและประกาศสถานะความพร้อมของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ควบคู่กับการให้ ททท.เป็นศูนย์กลางสื่อสารกับตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ พื้นที่ใดเปิดให้บริการตามปกติ และพื้นที่ใดอยู่ระหว่างฟื้นตัว เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อธุรกิจและเรียกความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวกลับมา