
จับตาน้ำท่วมภาคอุตฯ แม่กลอง-เจ้าพระยา-ตะวันออก เสี่ยงสะเทือนการผลิต-ขนส่ง
ส.อ.ท.เตือน 4 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กระทบโรงงาน-โลจิสติกส์ แม่กลอง-เจ้าพระยา-ตะวันออก-ปลายน้ำ แนะผู้ประกอบการเร่งย้ายของ-เช็กไฟฟ้า-วางแผนหยุดผลิต
KEY
POINTS
- สภาอุตสาหกรรมฯ เตือนภาคอุตสาหกรรมเฝ้าระวังน้ำท่วมใน 3 พื้นที่เสี่ยงหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และภาคตะวันออก
- ปัจจัยเสี่ยงเกิดจากการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนสำคัญ ปริมาณน้ำเหนือที่ยังสูง และภาวะน้ำทะเลหนุนในช่วงปลาย ก.ย. - ต้น ต.ค.
- สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญหลายจังหวัด
นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change เปิดเผยว่า ข้อมูลวันที่ 29 กันยายน 2569 แม้ฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยขณะนี้ต้องติดตามทั้งการเพิ่มการระบาย น้ำเหนือ น้ำในอ่างเก็บน้ำ และน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ปลายน้ำ
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ประเทศไทยเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนหนักบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และในช่วง 29 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่
สถานการณ์น้ำภาพรวมประเทศ
ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 62,643 ล้าน ลบ.ม. หรือ 78% ของความจุเก็บกัก และมีน้ำใช้การ 38,523 ล้าน ลบ.ม. หรือ 68% โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างสูงถึง 90% และภาคตะวันออก 89%
พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ
ลุ่มแม่กลอง – พื้นที่เฝ้าระวังสูง
ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแควน้อย–แควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มีการเพิ่มการระบายท้ายเขื่อนแม่กลองสู่ระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในราชบุรี–สมุทรสงคราม–สมุทรสาคร ต้องติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์ที่เชื่อมภาคตะวันตกเข้าสู่กรุงเทพฯ และผลของน้ำทะเลหนุน ขณะที่น้ำในอ่างภาคตะวันตกอยู่ที่ 90%
ลุ่มเจ้าพระยา – น้ำเหนือยังเพิ่ม
สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที จึงต้องติดตามการส่งผ่านน้ำลงสู่ ชัยนาท–สิงห์บุรี–อ่างทอง–อยุธยา–ปทุมธานี–นนทบุรี–กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะทยอยเพิ่มการระบายจาก 25 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน และเพิ่มสูงสุดเป็น 400 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ส่งผลต่อ อยุธยา-สระบุรี-ปทุมธานี (ฝั่งตะวันออก)
ภาคตะวันออก – น้ำในอ่างยังอยู่ในระดับสูง
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ แม้ฝนในหลายพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องติดตามน้ำไหลเข้าอ่าง การระบายผ่าน Spillway และผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนว ปราจีนบุรี–ฉะเชิงเทรา–ชลบุรี–ระยอง
สำหรับระยอง อ่างเก็บน้ำดอกกรายมีปริมาณน้ำ 93.19 ล้าน ลบ.ม. หรือ 112% ของระดับเก็บกักเพิ่มเติม และมีการระบายน้ำผ่าน Spillway และอาคารระบายน้ำลงสู่ลำน้ำเดิมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังมีแนวโน้มว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้น
พื้นที่เฝ้าระวัง ปลวกแดง–บ้านค่าย–คลองจำพัง–แม่น้ำระยอง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมลำน้ำ ซึ่งควรติดตามระดับน้ำและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด
น้ำทะเลหนุนสูง 29 ก.ย.–4 ต.ค. – เพิ่มความเสี่ยงพื้นที่ปลายน้ำ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง มวลน้ำจากตอนบนที่ไหลลงมาสมทบกับน้ำทะเลหนุน อาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลองสูงขึ้น โดยพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและแนวสุขุมวิท–สุขสวัสดิ์–พระราม 2
ส.อ.ท. ขอให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและทบทวน Business Continuity Plan (BCP) หรือแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้พร้อมใช้งาน ตรวจแนวกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ย้ายวัตถุดิบ–สารเคมี–ทรัพย์สินสำคัญขึ้นพื้นที่ปลอดภัย ตรวจเส้นทางขนส่งสำรอง และกำหนดจุดตัดสินใจสำหรับปรับ ลด หรือหยุดการผลิต หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษขณะนี้ คือ การระบายในลุ่มแม่กลอง การส่งผ่านน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ระดับน้ำในอ่างภาคตะวันออก และน้ำทะเลหนุนในพื้นที่ปลายน้ำ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องติดตามสถานการณ์รายพื้นที่ ทบทวน BCP และปรับการผลิต โลจิสติกส์ และซัพพลายเชนให้ทันต่อสถานการณ์







