thansettakij
thansettakij
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ห่วงน้ำท่วมซ้ำซากฉุดเศรษฐกิจ แนะ 3 แผนรับมือ-ฟื้นฟูธุรกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ห่วงน้ำท่วมซ้ำซากฉุดเศรษฐกิจ แนะ 3 แผนรับมือ-ฟื้นฟูธุรกิจ

29 ก.ย. 69 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 06:15 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้น้ำท่วมซ้ำซากกระทบสภาพคล่อง ธุรกิจ และการจ้างงาน เสนอ 3 แผนหลัก ตั้งแต่บริหารจัดการน้ำ แผนเผชิญเหตุ ไปจนถึงฟื้นฟูเยียวยา เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้เร็วขึ้น

KEY

POINTS

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยแสดงความกังวลต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจเอสเอ็มอี และการจ้างงาน
  • เสนอ 3 แผนหลักเพื่อรับมือและฟื้นฟู ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ, แผนเผชิญเหตุ และแผนฟื้นฟูเยียวยา
  • แผนรับมือเน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การใช้เทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และการประสานงานช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ
  • แผนฟื้นฟูมุ่งเน้นมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ได้รับผลกระทบกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

 นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภัยพิบัติเป็นสถานการณ์ที่ยากจะหยุดยั้ง แต่สามารถร่วมกันวางแผนและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอุทกภัยที่เกิดขึ้นซ้ำซากในหลายพื้นที่ทุกปี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่อยู่อาศัย ภาคเกษตร ธุรกิจเอสเอ็มอี การจ้างงาน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและคมนาคม

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

 

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ห่วงน้ำท่วมซ้ำซากฉุดเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากน้ำท่วมยังรวมถึงภาระงบประมาณในการฟื้นฟูเยียวยา ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับความเสียหายของสถานประกอบการ เครื่องจักร อุปกรณ์ สต๊อกวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงการสูญเสียสภาพคล่องจากการหยุดหรือชะลอการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งต่อไปยังการจ้างงานและเศรษฐกิจในพื้นที่

นายแสงชัยระบุว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติควรให้ความสำคัญกับ 3 ส่วน ได้แก่ “คนพร้อม” ทำงานอย่างมีมาตรฐานและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน “เครื่องมือพอ” สำหรับแก้ไขปัญหา และ “โครงสร้างรองรับ” สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ โดยเสนอแนวทาง 3 แผนหลัก

แนะ 3 แผนรับมือ-ฟื้นฟูธุรกิจ

1. แผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานทรัพยากรน้ำทั้งระบบ แผนแรกคือการจัดทำยุทธศาสตร์นำทางโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ เพื่อให้การลงทุนด้านน้ำมีเป้าหมายชัดเจน โดยครอบคลุมทั้งการป้องกัน ปรับปรุง และแก้ไขระบบชลประทาน รวมถึงระบบส่งจ่ายน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทานให้สอดรับกัน

นอกจากนี้ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยมีชุดข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ที่แม่นยำ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์และวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

2. แผนเผชิญเหตุ แจ้งเตือน-อพยพ-ช่วยเหลือ แผนที่สองคือการจัดทำ “แผนเผชิญเหตุ” โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการเตรียมพื้นที่พักพิงและแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกันควรมีแผนบริหารพื้นที่ประสบภัยและระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีศูนย์บัญชาการกลางเพื่อรวบรวมหน่วยงานและแบ่งภารกิจให้ชัดเจน ทั้งการอำนวยความสะดวก การขนส่งและลำเลียง การสื่อสาร อาหาร ยา และการรักษาพยาบาล เพื่อให้การช่วยเหลือในพื้นที่เป็นระบบมากขึ้น

3. แผนฟื้นฟูเยียวยา ต้องพาธุรกิจกลับมาดำเนินการ สำหรับแผนที่สามคือ “แผนฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ” ซึ่งควรมีมาตรการที่ชัดเจนและสามารถวัดผลการเข้าถึงได้ ครอบคลุมผู้ประสบภัยทุกกลุ่ม พร้อมจัดเก็บข้อมูลจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเทียบกับจำนวนผู้ได้รับการเยียวยา รวมถึงประเมินความต้องการเพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจในระยะยาว

น้ำท่วมกระทบสภาพคล่อง-จ้างงาน SME

นายแสงชัยกล่าวว่า อุทกภัยแต่ละครั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านความเสียหายต่อประชาชน เกษตรกร และเอสเอ็มอี ทั้งการเกิดหนี้ การสูญเสียสภาพคล่อง การหยุดชะงักของอาชีพและธุรกิจ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือน สถานประกอบการ พื้นที่ทำกิน เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าของผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่ทรัพย์สินต่าง ๆ สูญหายหรือเสียหาย ทำให้ผู้ประกอบการที่เผชิญภัยพิบัติซ้ำต้องแบกรับต้นทุนการฟื้นฟูต่อเนื่อง

 

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ห่วงน้ำท่วมซ้ำซากฉุดเศรษฐกิจ แนะ 3 แผนรับมือ-ฟื้นฟูธุรกิจ

 

สำหรับภาคเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ และคิดเป็น 69% ของการจ้างงานภาคเอกชน โดยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมีสัดส่วน 84% และมีการจ้างงานมากกว่า 5.5 ล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของการจ้างงานภาคเอกชน ขณะที่ SME มีสัดส่วนประมาณ 35% ของ GDP ประเทศ

นายแสงชัยระบุว่า จากบทบาทของเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน จึงจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจไม่ให้สะดุด และลดผลกระทบที่อาจส่งต่อไปยังแรงงาน ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการคาดหวังคือการเร่งแก้ปัญหาและลดผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการป้องกัน การรับมือ และการฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง