thansettakij
thansettakij
กรมการข้าวขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้าน ลุย "EV Tractor"เปลี่ยนรถไถดีเซลเป็นไฟฟ้า

กรมการข้าวขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้าน ลุย "EV Tractor"เปลี่ยนรถไถดีเซลเป็นไฟฟ้า

27 ก.ย. 69 | 23:44 น.

กรมการข้าวชงใช้เงินกู้ 1.16 หมื่นล้านบาท นำร่องโครงการ EV Tractor เปลี่ยนรถไถดีเซลเป็นไฟฟ้า ใน 1,733 ศูนย์ข้าวชุมชน ลดต้นทุน 926 บาท/ไร่/ปี ครอบคลุม 2 ล้านไร่

KEY

POINTS

  • กรมการข้าวเสนอโครงการขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดหารถไถไฟฟ้า (EV Tractor) ทดแทนรถไถดีเซลในศูนย์ข้าวชุมชน 1,733 แห่งทั่วประเทศ
  • โครงการจะจัดตั้ง "Hub" พลังงานสะอาด 575 แห่ง เพื่อให้เกษตรกรใช้โครงสร้างพื้นฐานและรถไถไฟฟ้าร่วมกันในรูปแบบบริการส่วนกลาง ไม่ใช่การมอบให้รายบุคคล
  • ตั้งเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวให้เกษตรกร 926 บาท/ไร่/ปี ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล 38.5 ล้านลิตรต่อปี และลดมลพิษทางอากาศและเสียง

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอโครงการนำร่องบริหารจัดการ EV Tractor ทางการเกษตรแบบยั่งยืน วงเงินรวม 11,677.5487 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อขอรับการสนับสนุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยดำเนินการในพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน 1,733 แห่งทั่วประเทศ

กรมการข้าวระบุว่า โครงการนี้อยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 ที่ให้อำนาจกู้เงินในวงเงินรวมไม่เกินสี่แสนล้านบาท โดยกำหนดวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนงานหรือโครงการนำร่องที่ 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่ยังใช้รถไถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงและผันผวนตามราคาน้ำมันตลาดโลก อีกทั้งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่น PM2.5 และก๊าซ NOx) และมลพิษทางเสียง โดยพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศเฉลี่ยปี 2564–2569 อยู่ที่ประมาณ 72.83 ล้านไร่

ผุด "Hub" พลังงานสะอาด 575 แห่ง ใช้ทรัพยากรร่วมกัน

โครงการออกแบบให้ศูนย์ข้าวชุมชนที่มีศักยภาพหลายแห่งในรัศมีใกล้เคียงใช้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดร่วมกันในรูปแบบ "Hub" รวม 575 แห่ง ประกอบด้วยระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) หน่วยชาร์จเคลื่อนที่ และรถไถไฟฟ้า (EV Tractor) พร้อมพัฒนาระบบ Cloud และ Mobile Application เพื่อให้กรมการข้าวบริหารจัดการข้อมูลการผลิต ต้นทุน และคาร์บอนเครดิตจากส่วนกลาง

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานและครุภัณฑ์ทั้งหมดออกแบบให้เป็นทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐที่ศูนย์ข้าวชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในลักษณะบริการส่วนกลาง มิใช่การจัดซื้อเพื่อส่งมอบกรรมสิทธิ์ให้เกษตรกรรายบุคคล

แจกแจงงบ 1.16 หมื่นล้าน EV Tractor กินสัดส่วนสูงสุด

สำหรับวงเงินที่ขอใช้รวม 11,677.5487 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุน 11,642.6825 ล้านบาท และงบดำเนินงาน 34.8662 ล้านบาท

ในส่วนงบลงทุน รายการที่ใช้วงเงินสูงสุดคือ รถแทรกเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริม (EV Tractor) จำนวน 3,720 คัน วงเงิน 6,397 ล้านบาท รองลงมาคือรถชาร์จเคลื่อนที่ (Mobile Charger + Truck) 575 ชุด 2,382 ล้านบาท ระบบโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + ESS) 575 ชุด 1,770 ล้านบาท ค่าก่อสร้างโครงสร้างและสิ่งก่อสร้างประกอบ 539.98 ล้านบาท สถานีชาร์จ 575 ชุด 451 ล้านบาท และระบบคลาวด์กับซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน 1 ระบบ 102.7 ล้านบาท

กระจาย 1,733 ศูนย์ทั่วประเทศ อีสานนำโด่ง 63%

โครงการครอบคลุมศูนย์ข้าวชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 1,733 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ดำเนินการ 2.00 ล้านไร่ โดยกระจายตามภูมิภาค ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 317 Hub (1,096 ศูนย์ คิดเป็น 63.24%) ภาคกลาง 149 Hub (360 ศูนย์ 20.77%) ภาคเหนือ 64 Hub (174 ศูนย์ 10.04%) ภาคใต้ 20 Hub (49 ศูนย์ 2.83%) ภาคตะวันออก 16 Hub (37 ศูนย์ 2.14%) และภาคตะวันตก 9 Hub (17 ศูนย์ 0.98%)

ปัจจุบันศูนย์ข้าวชุมชนขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว 6,928 แห่ง ใน 75 จังหวัด (ข้อมูลเดือนกันยายน 2569) โดยโครงการจะคัดเลือกศูนย์ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินศักยภาพเกรด A (ร้อยละ 81–100) และเกรด B (ร้อยละ 61–80) พร้อมกำหนดตำแหน่ง Hub ผ่านเกณฑ์คัดกรอง เช่น พื้นที่ปลูกข้าวถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ปริมาณงานไถ ความพร้อมด้านไฟฟ้าและศักยภาพแสงอาทิตย์ และระยะทางจากแปลงเกษตรกรภายในรัศมี ±5 กิโลเมตร

ตั้งเป้าลดต้นทุน 926 บาท/ไร่ ทดแทนดีเซล 38.5 ล้านลิตร/ปี

กรมการข้าวตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 926 บาท/ไร่/ปี (จากต้นทุนอ้างอิงปี 2567–2568) และคาดว่าจะทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้จากฐานเดิม 38.5 ล้านลิตร/ปี พร้อมลดมลพิษทางเสียงมากกว่า 50% (จากเครื่องยนต์ดีเซลเดิม 85–95 เดซิเบล เหลือ 45–55 เดซิเบลสำหรับ EV Tractor) รวมถึงลดฝุ่น PM2.5 ก๊าซ NOx และการปล่อย CO2

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) พัฒนาทักษะเกษตรกรด้านพลังงานและดิจิทัล และลดภาระเงินอุดหนุนด้านพลังงานของภาครัฐในระยะยาว

รัฐถือครองทรัพย์สิน เอกชนมืออาชีพเดินเครื่องบริการ

โครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 โดยกรมการข้าวเป็นเจ้าของโครงการ มาตรฐานทางเทคนิค ระบบกลาง และคาร์บอนเครดิต ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นจุดบริการและผู้รวบรวมความต้องการในพื้นที่ ขณะที่ผู้ให้บริการ (Service Provider) รับผิดชอบพนักงานขับ การจัดคิว การซ่อมบำรุง และการเก็บค่าบริการตามสัญญา ภายใต้โมเดล "โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเป็นเจ้าของและให้บริการโดยผู้ประกอบการมืออาชีพ"