thansettakij
thansettakij
คลัง เตรียมตั้ง‘Matching Fund’ 1.2 หมื่นล้าน ดึงเงิน อปท.ร่วมลงทุนพลังงาน

คลัง เตรียมตั้ง‘Matching Fund’ 1.2 หมื่นล้าน ดึงเงิน อปท.ร่วมลงทุนพลังงาน

18 ก.ย. 69 | 05:54 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 05:54 น.

คลังเดินเกมปลดล็อกการลงทุนประเทศ 2 ทาง เตรียมชง ครม. ตั้ง Matching Fund  12,000 ล้านบาท ดึงอปท.ทั่วประเทศร่วมทุนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ควบคู่เร่งระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกราว 70,000 ล้านบาท ท่ามกลางพื้นที่การคลังที่เหลือเพียง 3-4% และหนี้สาธารณะที่ไต่ใกล้เพดาน 70% ของ GDP

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท จากงบกลางปี 2570
  • มีเป้าหมายเพื่อดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาร่วมลงทุนในโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
  • รัฐบาลจะสนับสนุนเงินลงทุนในสัดส่วน 40-60% ของแต่ละโครงการ โดย อปท. จะสมทบทุนส่วนที่เหลือจากงบประมาณของตนเอง
  • จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศ และช่วยเพิ่มเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ

Matching Fund 1.2 หมื่นล้าน ดึงอปท.ร่วมทุน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้นำงบกลางประจำปีงบประมาณ 2570 รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 12,000 ล้านบาท มาจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน หรือ Matching Fund สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) ทั่วประเทศ

โดยรูปแบบการดำเนินงาน รัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้กับโครงการลงทุนของ อปท. ในสัดส่วน 40-60% ของแต่ละโครงการ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหลือ อปท. จะนำงบประมาณหรือเงินฝากของตนเองมาร่วมดำเนินการ ซึ่งการลงทุนด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบลงทุนของประเทศที่กำลังตึงตัว

พื้นที่การคลังเหลือ 3-4% เร่งหาเครื่องมือใหม่

แนวคิดการตั้ง Matching Fund เกิดขึ้นในจังหวะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศเหลืออยู่อย่างจำกัด โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ว่า การใช้พื้นที่ทางการคลังอย่างเข้มข้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้เหลืออยู่เพียงราว 3-4% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่ทุกหน่วยงานต้องเผชิญการปรับลดงบถ้วนหน้า และอาจไม่เพียงพอรองรับวิกฤตขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

นายดนุชา ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงทางการคลังที่กดดันซ้อนกันหลายด้าน ทั้งการจัดเก็บรายได้ของรัฐต่อ GDP ที่ลดลงต่อเนื่องจาก 16.7% ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568 และหนี้สาธารณะที่เพิ่มจาก 41.1% ก่อนโควิด-19 มาอยู่ที่ราว 67.5% ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือที่ช่วยขยายการลงทุนโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณโดยตรง

ความจำเป็นของกลไกร่วมลงทุนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อพิจารณากรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% ขณะที่รายจ่ายลงทุนถูกกำหนดไว้ที่ 789,171.5 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2569 ถึง 72,564.8 ล้านบาท หรือลดลง 8.4% คิดเป็นสัดส่วน 20.8% ของวงเงินงบประมาณ ลดจาก 22.8% ในปีก่อนหน้า ตรงข้ามกับรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น 5% มาอยู่ที่ 2,786,367.1 ล้านบาท หรือ 73.6% ของวงเงินทั้งหมด
+เปิดกรุเงินฝากอปท.กว่า 7.4 แสนล้าน

แนวทางการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน หรือ Matching Fund สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ฐานะการคลังของ อปท. ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมสมทบทุน โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อปท. ทั่วประเทศมีเงินฝากรวมทั้งสิ้น 743,743 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีงบประมาณ 2568 จำนวน 5,547 ล้านบาท หรือ 0.8% ขณะที่มีหนี้เงินกู้คงค้างเพียง 49,731 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) อปท. มีรายได้รวม 197,365 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 54,411 ล้านบาท หรือลดลง 21.6% โดยมีสาเหตุหลักจากเงินอุดหนุนรัฐบาลและรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ที่ลดลง ซึ่งการมีกลไก Matching Fund เข้ามาเสริม จะช่วยดึงเงินฝากสะสมของท้องถิ่นออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เร่งระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน 7 หมื่นล้าน

นอกเหนือจากกลไก Matching Fund นายเอกนิติยังเดินหน้านโยบายระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ควบคู่กันไป โดยนายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในปี 2570 สคร. เร่งขับเคลื่อนการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท จาก 3 หน่วยงานหลัก

เริ่มจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เตรียมระดมทุนราว 18,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการโซลาร์เซลล์และพลังงานหมุนเวียนสีเขียว คาดออกกองทุนได้ในเดือนมิถุนายน 2570 ขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วางแผนระดมทุนราว 20,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต มูลค่า 14,000 ล้านบาท และโครงการทางพิเศษสายลงใต้ มูลค่า 6,000 ล้านบาท คาดออกกองทุนได้ในเดือนตุลาคม 2570 ส่วนกรมทางหลวงจะระดมทุนเส้นทางมอเตอร์เวย์ลงภาคใต้ วงเงินราว 30,000 ล้านบาท และใช้เงินทุนของตัวเองอีก 10,000 ล้านบาท คาดออกกองทุนได้ในเดือนตุลาคม 2570 เช่นกัน

นายธิบดี ระบุว่า การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานจะไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาล ในขณะที่ปัจจุบันหนี้สาธารณะไต่ระดับขึ้นไปค่อนข้างสูง เกือบชนเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ยังเปิดช่องทางให้นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนมากถึง 5-6%

ทั้งนี้ หากเป็นการออกกองทุนใหม่ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 10 ปี ส่วนการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้นับอายุการยกเว้นในส่วนที่ยังเหลืออยู่

PPP 11 เดือน เห็นชอบ 5 โครงการ 1.4 หมื่นล้าน

สำหรับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจผ่านการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ได้เห็นชอบแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง 3 โครงการ ได้แก่ ของกรมทางหลวง 2 โครงการ บนมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท พร้อมโครงการของ กทพ. บริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะช่วยอำนวยความสะดวก ดึงดูดผู้ใช้บริการ และลดอุบัติเหตุทางถนน

นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบด้านสาธารณสุข วงเงิน 2,568 ล้านบาท และโครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท.