
รัฐลุยโซลาร์รูฟ 1.5 ล้านหลัง ‘ธอส.’ พร้อมปล่อยกู้ 1.5 แสน ใช้เงินขายไฟผ่อน
รัฐเตรียมแจก 5 หมื่นบาท หนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน ดึงแบงก์รัฐช่วยลงทุน ฝั่ง ‘ธอส.’ พร้อมปล่อยกู้ 1.5 แสน ใช้เงินขายไฟผ่อนเดือนละพัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน ตั้งเป้าหมาย 1.5 ล้านหลังคาเรือน
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน วงเงินสูงสุด 1.5 แสนบาท ผ่อนนาน 7 ปี
- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินมาชำระค่างวดสินเชื่อกับธนาคารได้โดยตรง
รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สำหรับครัวเรือน เป้าหมาย 1.5 ล้านหลังคาเรือน โดยมีแนวทางสนับสนุนวงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 50,000 บาท คาดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 และกำหนดกรอบดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปี 2570
สำหรับประชาชนที่ไม่มีต้นทุนในการติดตั้งนั้น รัฐบาลจะร่วมมือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธอส. ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบให้ก่อน
จากนั้นจะนำรายได้จากการขายไฟฟ้าที่การไฟฟ้ารับซื้อ คืนกลับไปหักชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคาร ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่มีภาระเงินลงทุนแรกเริ่ม
ธอส.เตรียมปล่อยกู้สูงสุด 1.5 แสน ผ่อน 7 ปี
นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือนดังกล่าว
เบื้องต้น เตรียมพิจารณาสินเชื่อในรูปแบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) วงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 140,000-150,000 บาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 7 ปี โดยคาดว่าภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1,000 กว่าบาท
ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะกำหนดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราปกติ เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ แต่จะสูงกว่า 1% เนื่องจากเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
"การดำเนินการดังกล่าว ธอส.ไม่ได้ขอรับเงินชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล และยังไม่ได้กำหนดกรอบวงเงินรวมของโครงการ"
โดยสินเชื่อจะครอบคลุมเฉพาะบ้านพักอาศัย ไม่รวมอาคารสำนักงานหรือออฟฟิศ และผู้ขอสินเชื่อไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเดิมของ ธอส.
เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ คือ ผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นบุคคลเดียวกับเจ้าของบ้านและเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ขณะที่ธนาคารจะนำประวัติการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการชำระค่าไฟย้อนหลังประมาณ 1-2 ปีมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ โดยมุ่งเน้นครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระดับสูง
มหาดไทยลุย One Stop Service
สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ กระทรวงมหาดไทยจะเป็นเจ้าภาพหลัก โดยทำงานร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในรูปแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของบ้านไปจนถึงการติดตั้งระบบ
การไฟฟ้าจะลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างหลังคา ทิศทางการรับแสงแดด และความพร้อมของสถานที่ ก่อนดำเนินการติดตั้ง นอกจากนี้ยังมีการจัดหาคู่ค้าและผู้ติดตั้ง (Vendor) รวมถึงอุปกรณ์ที่มีสเปคมาตรฐาน เช่น แผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ซึ่งต้องผ่านการรับรองและอยู่ในรายชื่อที่การไฟฟ้ากำหนด
ในส่วนของอุปกรณ์และงานติดตั้ง จะมีการประกันความเสี่ยงและรับประกันมาตรฐานจากผู้ติดตั้งในลิสต์ของการไฟฟ้า รวมถึงความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุ เช่น ไฟไหม้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ
ขายไฟคืน หักค่างวดสินเชื่อ
สำหรับกลไกการขายไฟฟ้าคืนเพื่อนำรายได้มาชำระหนี้ เป็นแนวทางของกระทรวงการคลังที่ต้องการช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
เบื้องต้น ประเมินว่า ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) สามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 1,600 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือนตลอดทั้งปี โดยประชาชนสามารถนำรายได้จากการขายไฟฟ้ามาช่วยชำระค่างวดสินเชื่อกับธนาคารได้
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับการไฟฟ้าเพื่อจัดทำระบบตัดจ่ายรายได้จากการขายไฟฟ้าให้สามารถนำมาหักชำระค่างวดสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
นายมหัทธนะ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นแพ็กเกจร่วมกัน ขณะที่เกณฑ์การพิจารณาความเสี่ยงสินเชื่อและรายละเอียดเชิงลึกอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างรอข้อสรุปสุดท้ายจากรัฐบาล







