thansettakij
thansettakij
“One Roof” เขย่าเกษตรฯ ลดคน 15% จับตาภารกิจตามโครงสร้างสะดุด

“One Roof” เขย่าเกษตรฯ ลดคน 15% จับตาภารกิจตามโครงสร้างสะดุด

17 ก.ย. 69 | 10:52 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 11:31 น.

เกษตรฯ สะเทือน “One Roof” เดินหน้ารวมหน่วยงานในพื้นที่ จับตา ลดคน 15% –ปรับโครงสร้าง ชี้เสี่ยง “ภารกิจตามโครงสร้าง” สะดุด

KEY

POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ เตรียมปรับลดอัตรากำลังคน 15% ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีมาตรการยุบตำแหน่งว่างและเกลี่ยกำลังคนภายในเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
  • นโยบาย “One Roof” ที่ต้องการรวมหน่วยงานในพื้นที่เผชิญความท้าทาย เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีหน่วยงานหลากหลายภารกิจและสายงานเฉพาะทางที่แตกต่างกัน
  • เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจเรื่องลดกำลังคนอาจต้องทำก่อนการทบทวนภารกิจและโครงสร้างองค์กรจะเสร็จสิ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกระทรวง

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ หลังสำนักงาน ก.พ. มีหนังสือเวียนวันที่ 4 กันยายน 2569 กำหนดแนวทางปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 สิงหาคม 2569 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การลดอัตรากำลังภาครัฐ 15% แต่อยู่ที่การตัดสินใจเรื่อง “คน” ที่อาจเกิดขึ้นก่อนการกำหนด “ภารกิจและโครงสร้าง” ให้มีความชัดเจน

จากการวิเคราะห์แนวทางของสำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. พบว่า ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายสอดคล้องกันในหลักการ คือการทำให้ระบบราชการมีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เครื่องมือและกรอบเวลาที่ใช้ยังมีจุดที่ต้องทำความชัดเจน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการทบทวนภารกิจ โครงสร้าง และอัตรากำลัง

โครงสร้างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

4 มาตรการ เตรียมรับมือ

สำหรับ กระทรวง ได้วางแนวทางเตรียมความพร้อม 4 ด้าน ได้แก่ ตรวจสอบตำแหน่งว่างเพื่อยุบเลิก โดยเร่งตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งว่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ทั้งจากฐานข้อมูลกรมบัญชีกลางและบัญชีถือจ่ายของส่วนราชการ เพื่อแยกตำแหน่งที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้น ก่อนจัดทำบัญชีตำแหน่งว่างตามแบบ คปร.8 เสนอ อ.ก.พ. กระทรวง และรายงานผลต่อ คปร. ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569

เร่งรัดคำขอกำหนดตำแหน่งระดับสูง ตั้งแต่ระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป โดยเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 หากไม่สามารถเสนอให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาได้ตามกำหนด ต้องยุติหรือชะลอการดำเนินการในปีงบประมาณ 2570

ปรับแผนบริหารอัตรากำลังและเกลี่ยกำลังคนภายใน เนื่องจากมาตรการชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่จนถึงปี 2575 ทำให้ต้องหันมาทบทวนบทบาทภารกิจ จัดกลุ่มงาน และเกลี่ยอัตรากำลังระหว่างหน่วยงาน เพื่อรองรับภารกิจที่มีความจำเป็น รวมถึงการวางแผนบรรจุจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยเน้นเฉพาะตำแหน่งที่จำเป็นต่อภารกิจหลัก

อัตรากำลังของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เตรียมรองรับการปรับระบบจ้างงาน 11 สายงานสนับสนุน โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ พร้อมสำรวจผู้ที่จะเกษียณตั้งแต่สิ้นปีงบประมาณ 2570 เพื่อเตรียมการยุบเลิกตำแหน่ง และวางงบประมาณรองรับการจ้างเหมาบริการ การจ้างเอกชน หรือพนักงานราชการทดแทน รวมถึงเร่งนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และ AI มาใช้ลดภาระงานธุรการ

จับตา “คน” กับ “โครงสร้าง” ใครต้องมาก่อน

สำหรับประเด็นที่ต้องเร่งสร้างความชัดเจน คือ ลำดับระหว่าง “ภารกิจ–โครงสร้าง–อัตรากำลัง” เนื่องจากหลักการเดิมให้ทบทวนภารกิจ ก่อนออกแบบโครงสร้าง แล้วจึงประเมินค่างานและกำหนดตำแหน่ง แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการด้านกำลังคนกลับมีกรอบเวลาและเส้นตายที่ชัดเจน ขณะที่การทบทวนโครงสร้างของ ก.พ.ร. ยังอยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์และข้อเสนอ

“ความเสี่ยงที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่เพียงการลดอัตรากำลังภาครัฐ แต่เป็นการที่การตัดสินใจเรื่องคนถูกบังคับให้เกิดก่อนการตัดสินใจเรื่องภารกิจและโครงสร้าง”

ทั้งนี้ ก.พ. ได้กำหนดกรอบเวลาการยุบเลิกตำแหน่งว่างและมาตรการด้านกำลังคนไว้อย่างชัดเจน ขณะที่ ก.พ.ร. กำลังเดินหน้าทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างส่วนราชการในภูมิภาค จึงเกิดคำถามในทางปฏิบัติว่า ส่วนราชการควร “ปิดบัญชีตำแหน่ง” ตามกรอบเวลาของ ก.พ. ก่อน หรือควรรอผลการทบทวนโครงสร้างของ ก.พ.ร.

เผชิญโจทย์ “ส่วนกลางในภูมิภาค”

ยกตัวอย่าง บางหน่วยงานแม้ว่าจะอยู่ระดับภูมิภาค แต่ก็มีสถานะเป็น “ส่วนกลางในภูมิภาค” และบางหน่วยงานจัดตั้งภายในที่ไม่ได้รองรับโดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายใต้มติ ครม. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 กำหนดให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคยุติการจัดตั้งหน่วยงานเพิ่ม และทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ หากจำเป็นต้องคงไว้ให้เสนอปรับเปลี่ยนเป็นราชการส่วนภูมิภาคภายใน 3 เดือน ขณะเดียวกันกำหนดให้ส่วนราชการที่มีหน่วยงานในพื้นที่รวมหน่วยงานภายใต้ส่วนราชการเดียวตามแนวทาง “One Roof” โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาสำนักงานในพื้นที่ แต่คือ ขีดความสามารถด้านข้อมูลและสถิติการเกษตรในพื้นที่จะอยู่ในรูปแบบใด

เสนอ “ปรับก่อนถูกปรับ” ใช้ AI ทดแทนบุคลากรในภาคสนามได้หรือไม่

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ควรใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการ “ปรับก่อนถูกปรับ” โดยเปลี่ยนจากการมองโครงสร้างเป็นรายสำนักงาน ไปสู่การวิเคราะห์เป็นรายภารกิจ พร้อมนำระบบดิจิทัลเข้ามารองรับงานประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากส่วนกลาง ใช้เครือข่ายและพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือในการเก็บข้อมูล และคงไว้เฉพาะภารกิจภาคสนามที่ไม่สามารถทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือวิธีการอื่นได้ เพราะหัวใจสำคัญคือการคุ้มครอง “ความเป็นกลางทางสถิติ” เพื่อให้ข้อมูลยังคงความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความจำเป็นของสำนักงาน ไม่เท่ากับความจำเป็นของภารกิจ” โดยภารกิจผลิตข้อมูลและสถิติทางการเกษตร ตลอดจนการประเมินผลของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีความจำเป็นต่อการกำหนดนโยบาย ขณะที่ความสำเร็จของ สศก. ในอนาคตควรวัดจาก “อิทธิพลของข้อมูลต่อการตัดสินใจ” มากกว่าจำนวนสำนักงานในพื้นที่

One Roof เกษตรฯ ไม่เหมือนพาณิชย์

One Roof เกษตรฯ ไม่เหมือนพาณิชย์

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือแนวทาง One Roof ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ซึ่งแตกต่างจากกรณีกระทรวงพาณิชย์ที่เคยใช้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเป็นโครงสร้างหลักในพื้นที่ ปัจจุบัน กษ. มีหน่วยงานที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคหลายหน่วยงาน ขณะเดียวกันยังมีหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคจำนวนมาก ทั้งด้านชลประทาน พัฒนาที่ดิน วิชาการเกษตร การข้าว หม่อนไหม ตรวจบัญชีสหกรณ์ ฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึง สศท. ของ สศก. ดังนั้น โจทย์ของกระทรวง จึงไม่ใช่เพียง “จะรวมอย่างไร” แต่คือ “จะรวมไว้ใต้หลังคาของหน่วยงานใด” ซึ่งเป็นทั้งโจทย์เชิงโครงสร้างและการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ที่สำคัญ ภารกิจในพื้นที่ของ กษ. มีความหลากหลาย ตั้งแต่งานวิชาการ ห้องปฏิบัติการ วิศวกรรมชลประทาน ไปจนถึงการควบคุมโรคพืชและสัตว์ อีกทั้งอำนาจตามกฎหมายเฉพาะจำนวนมากผูกกับตำแหน่งและสายวิชาชีพ ทำให้การรวมหน่วยงานไม่สามารถใช้แนวคิด Single Window หรือ One Stop Service ได้ทั้งหมดเหมือนงานธุรกรรมของบางกระทรวง

โจทย์ใหญ่กระทรวงต้องใช้กลไก Top Down

โจทย์ใหญ่กระทรวงต้องใช้กลไก Top Down

ทั้งนี้การปฏิรูประบบราชการของกระทรวง สามารถดำเนินการได้ แต่จำเป็นต้องมีกลไกตัดสินใจระดับนโยบายแบบ Top Down เพื่อกำหนดทิศทางร่วมกันทั้งกระทรวง โดยเฉพาะการจัดวางภารกิจ อำนาจหน้าที่ สายวิชาชีพ และโครงสร้างในพื้นที่ให้สอดคล้องกัน ท้ายที่สุด เป้าหมายของการปฏิรูปไม่ควรอยู่ที่การทำให้ “หน่วยงานเล็กลง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นและให้บริการประชาชนได้ดีขึ้น

สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบ “One Roof” ให้เหมาะกับธรรมชาติของภารกิจเกษตร ซึ่งมีทั้งงานบริการ งานวิชาการ งานกำกับดูแล และงานเทคนิคเฉพาะทาง โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของภารกิจในพื้นที่ลดลง