
เปิดสถานการณ์น้ำ 496 อ่างฯ รับซูเปอร์เอลนีโญ ห่วง 5 เขื่อนต่ำ 30%
กรมชลประทานเปิดสถานการณ์น้ำ 496 อ่างทั่วประเทศ มีน้ำรวม 53,954 ล้าน ลบ.ม. หรือ 70% แต่ต่ำกว่าปีก่อน 3,979 ล้าน ลบ.ม.จับตา “น้ำสองขั้ว” 5 เขื่อนเกิน 80% ขณะที่อีก 5 เขื่อนต่ำกว่า 30% ก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงซูเปอร์เอลนีโญปลายปี 2569 ถึงกลางปี 2570
KEY
POINTS
- ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 496 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำรวม 70% ของความจุ ซึ่งยังน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อเตรียมรับมือซูเปอร์เอลนีโญ
- มีเขื่อนขนาดใหญ่ 5 แห่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุ
- ในทางตรงกันข้าม มีเขื่อนขนาดใหญ่อีก 5 แห่งที่มีปริมาณน้ำสูงเกิน 80% ของความจุ ซึ่งต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการเพื่อรองรับน้ำหลาก
จากการคาดการณ์ว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและทุกกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำ ทำให้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในระยะต่อไป
ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบข้อมูลจากกรมชลประทาน โดยฝ่ายประเมินผลและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 496 แห่ง ณ วันที่ 13 กันยายน 2569 พบว่า มีปริมาตรน้ำรวม 53,954 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 70% ของความจุอ่างฯ ในจำนวนนี้เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 29,981 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 57%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ปริมาตรน้ำรวมในอ่างฯ ปีนี้ยังน้อยกว่า 3,979 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในช่วงเดียวกันของปีก่อนมีน้ำรวม 57,933 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุอ่างฯ สะท้อนว่าฐานน้ำในอ่างฯ ปีนี้ยังต่ำกว่าปีก่อน แม้สถานการณ์ในระยะสั้นยังมีปัจจัยหนุนจากน้ำไหลเข้าอ่างฯ
สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด มีน้ำไหลลงอ่างฯ รวม 329.01 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่มีการระบายน้ำออก 129.33 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่งผลให้ในระยะสั้นปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น ขณะที่อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มได้อีก 22,712 ล้านลูกบาศก์เมตร
4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาน้ำรวม 65%
เมื่อเจาะลึกสถานการณ์ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่า มีปริมาตรน้ำรวม 16,162 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 65% ของความจุรวม เป็นน้ำใช้การได้ 9,455 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% และยังสามารถรับน้ำเพิ่มได้อีก 8,620 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนภูมิพล มีน้ำในอ่างฯ 7,939 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 59% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 4,139 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 43% ขณะที่มีน้ำไหลลงอ่างฯ 45.16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยยังรับน้ำได้อีก 5,523 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำ 7,270 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% เป็นน้ำใช้การได้ 4,420 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% มีน้ำไหลลงอ่างฯ 42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 13.96 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ยังรับน้ำได้อีก 2,240 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำ 475 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 51% เป็นน้ำใช้การได้ 432 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 48% มีน้ำไหลลงอ่างฯ 9.99 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 1.73 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำ 478 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% เป็นน้ำใช้การได้ 463 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 54% มีน้ำไหลลงอ่างฯ 6.65 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 1.30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำรวมกัน 15,209 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 8,559 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% ขณะที่มีน้ำไหลลงอ่างฯ รวม 87.16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบายรวม 23.96 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
5 เขื่อนน้ำเกิน 80% ต้องเฝ้าระวัง
แม้ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างฯ ทั่วประเทศยังไม่อยู่ในระดับน่ากังวล แต่สถานการณ์มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากกว่า 80% ของความจุอ่างฯ จำนวน 5 แห่ง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ 88% เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล 87% เขื่อนศรีนครินทร์ 86% เขื่อนขุนด่านปราการชล 85% และเขื่อนสิรินธร 82%
กลุ่มอ่างฯ ที่มีน้ำสูงดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจราจรน้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตกหนักสะสมและมีน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องรักษาพื้นที่ว่างในอ่างฯ เพื่อรองรับน้ำหลากระลอกใหม่
ในทางตรงกันข้าม ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกระเสียว 20% เขื่อนลำพระเพลิง 25% เขื่อนลำนางรอง 25% เขื่อนแม่มอก 28% และเขื่อนคลองสียัด 30%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ “น้ำสองขั้ว” ของไทยในเวลานี้ คือบางพื้นที่มีน้ำในอ่างฯ สูงจนต้องบริหารพื้นที่รองรับน้ำ ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณน้ำต่ำ จำเป็นต้องติดตามปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่างฯ อย่างใกล้ชิด
น้ำระยะสั้นยังเพิ่ม แต่ฝนชี้ทิศทาง
สำหรับแนวโน้มปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำจากนี้ ในระยะสั้นมีทิศทาง เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ รวม 329.01 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ยังสูงกว่าปริมาณน้ำระบายออก 129.33 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน อีกทั้งอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีก 22,712 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของน้ำในอ่างฯ จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณฝนและสภาพอากาศ ซึ่งกำหนดปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ และ การบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำ ของแต่ละอ่างฯ
ในด้านฝน ปริมาณน้ำเข้าอ่างฯ จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณฝนสะสมในพื้นที่รับน้ำเหนืออ่างฯ โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่ต้องติดตาม ทั้งร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน อ่าวไทยตอนบน และภาคตะวันออก รวมถึงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีมวลอากาศเย็นจากบริเวณความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวมถึงแนวโน้มพายุหมุนเขตร้อนจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ซึ่งมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 13–14 กันยายน 2569
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ต้องจับตาฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมถึงฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ในระยะต่อไป
บริหารน้ำรับฝนชุดใหม่ ลดเสี่ยงขาดแคลน
ด้านการระบายน้ำจะขึ้นอยู่กับแผนการจัดสรรน้ำฤดูฝนปี 2569 และการควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยต้องจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ ทั้งการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ อุตสาหกรรม และการเกษตร
ขณะเดียวกัน ต้องบริหาร “จราจรน้ำ” เพื่อรองรับน้ำหลาก โดยสามารถปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำของแต่ละอ่างฯ ตามสถานการณ์ เพื่อรักษาพื้นที่ว่างรองรับฝนตกหนักสะสมชุดใหม่ โดยเฉพาะอ่างฯ ที่มีปริมาตรน้ำเกิน 80% ของความจุ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ระยะสั้นปริมาตรน้ำในอ่างฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมปริมาณน้ำปีนี้ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความแตกต่างของปริมาณน้ำในแต่ละอ่างฯ ยังอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจากนี้จึงต้องเดินควบคู่กันทั้ง การเร่งเก็บน้ำในพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรองรับ การรักษาพื้นที่ว่างในอ่างที่มีน้ำสูง และการจัดสรรน้ำอย่างมีลำดับความสำคัญ เพื่อเตรียมรับความผันผวนของฝนและสภาพอากาศ รวมถึงความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ถึงกลางปี 2570







