thansettakij
thansettakij
ยูเอ็น เตือนทั่วโลก "เอลนีโญ" ระดับรุนแรงมาก" เจอคลื่นร้อนยาวถึง ก.พ. 2027

ยูเอ็น เตือนทั่วโลก "เอลนีโญ" ระดับรุนแรงมาก" เจอคลื่นร้อนยาวถึง ก.พ. 2027

04 ก.ย. 69 | 06:42 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 06:47 น.

องค์การสหประชาชาติ เตือน "เอลนีโญ" ทวีกำลังแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับรุนแรงมาก ยังไม่ถึงจุดพีค นักอุตุฯ โลกชี้โอกาสเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์นี้จะลากยาวถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 เตือนทั่วโลกเตรียมรับมือคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง

KEY

POINTS

  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แห่งสหประชาชาติ เตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นสู่ระดับ "รุนแรงมาก" และจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปีนี้
  • ผลกระทบจากเอลนีโญจะทำให้เกือบทุกพื้นที่ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้งรุนแรง หรือฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม
  • ความรุนแรงของเอลนีโญครั้งนี้ถูกซ้ำเติมจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติอยู่แล้ว ซึ่งอาจขยายผลกระทบให้รุนแรงยิ่งขึ้น
  • นับเป็นครั้งแรกที่มีการระดมความร่วมมือระดับสูงระหว่างหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาทั่วโลก เพื่อยกระดับระบบเตือนภัยและเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบ

เว็บไซต์องค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยการคาดการณ์ล่าสุดว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกขณะนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นจนแตะระดับ "รุนแรงมาก" และจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ ก่อนจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกยาวนานหลายเดือน

น่านน้ำอุ่นผิดปกติใต้ผิวมหาสมุทร สัญญาณเชื้อเพลิงเอลนีโญยังเหลือเฟือ

นอกจากความร้อนที่ผิวน้ำแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าใต้ผิวมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีแอ่งน้ำอุ่นผิดปกติขนาดใหญ่สะสมอยู่ ซึ่งอาจเป็นเชื้อเพลิงหนุนเอลนีโญให้แรงขึ้นอีกในระยะข้างหน้า โดยบางจุดของมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคมที่ผ่านมา มีอุณหภูมิใต้ผิวน้ำสูงกว่าค่าปกติถึงกว่า 8 องศาเซลเซียส

เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตร์เรส ระบุว่าเอลนีโญกำลังทวีขนาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมย้ำว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางอุณหภูมิมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก 2-7 ปี จากการที่น้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้รูปแบบการไหลเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนไป กระทบต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาคทั่วโลก แต่ครั้งนี้เอลนีโญกำลังก่อตัวบนพื้นฐานที่มหาสมุทรร้อนกว่าปกติอยู่แล้วจากภาวะโลกร้อน แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ฟันธงว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ยอมรับว่าอากาศและน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นสามารถขยายผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้วให้รุนแรงกว่าเดิมได้

ดัชนีนีโญ 3.4 ซึ่งใช้วัดอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลาง เฉลี่ยสูงกว่าปกติ 1.5 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ก่อนจะพุ่งแตะ 2 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม และทะยานสูงถึง 2.6 องศาเซลเซียสในบางสัปดาห์ช่วงปลายกรกฎาคมถึงกลางสิงหาคม สะท้อนว่าความร้อนสะสมลึกลงไปใต้ผิวน้ำ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว

ทั่วโลกเสี่ยงร้อนขึ้น แต่ผลกระทบแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน

WMO คาดการณ์ว่าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนนี้ อุณหภูมิจะสูงกว่าปกติในเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลก ขณะที่รูปแบบฝนก็เริ่มแสดงลักษณะเฉพาะของเอลนีโญ คือบางพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนอีกหลายพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรุนแรง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น อาทิ ภาวะ Indian Ocean Dipole ด้านบวกที่กำลังจะก่อตัว และมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนที่คาดว่าจะยังคงร้อนผิดปกติต่อเนื่อง ทำให้ยากที่จะฟันธงผลกระทบที่แน่ชัดในแต่ละประเทศ แต่ในภาพรวมทุกสัญญาณชี้ไปทางเดียวกันคือความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

เซเลสเต เซาโล หัวหน้า WMO ระบุว่าแม้ชื่อเอลนีโญจะแปลว่า "เด็กชายตัวน้อย" ในภาษาสเปน แต่ปรากฏการณ์นี้มีศักยภาพที่จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก พร้อมระบุว่าขณะนี้เริ่มเห็นผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมแล้ว และคาดว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามเอลนีโญ

ระดมสรรพกำลังรับมือครั้งประวัติศาสตร์

ด้วยความรุนแรงของสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการระดมความร่วมมือระดับนี้ระหว่างหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศต่างๆ เพื่อยกระดับความแม่นยำของการพยากรณ์และระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายช่วยให้รัฐบาลและองค์กรด้านมนุษยธรรมเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบต่อภาคส่วนเปราะบาง ทั้งการเกษตร สาธารณสุข พลังงาน และแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ แม้เอลนีโญรอบนี้จะรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเอลนีโญจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ แต่เป็นว่าจะทิ้งความร้อนและความเสียหายไว้มากเพียงใด

 

ที่มา - un.org