thansettakij
thansettakij
พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปี 1.57 ล้านล้าน ดัน SMEs รุกตลาดใหม่รับไทย-EFTA

พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปี 1.57 ล้านล้าน ดัน SMEs รุกตลาดใหม่รับไทย-EFTA

03 ก.ย. 69 | 05:35 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 05:35 น.

พาณิชย์เผย 6 เดือนแรกปี 2569 ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA กว่า 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่ม 7.33% สัดส่วนใช้สิทธิสูง 80.83% เร่งดัน SMEs เจาะตลาดยุโรป-อินเดีย เตรียมรับ FTA ไทย-EFTA คาดมีผลต้นปี 2570

KEY

POINTS

  • มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า (FTA) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • สินค้าส่งออกที่ใช้สิทธิ FTA สูงสุดคือทุเรียนสด ยานยนต์ และยางสังเคราะห์ โดยความตกลงการค้าอาเซียน (ATIGA) และอาเซียน-จีน (ACFTA) มีการใช้สิทธิมากที่สุด
  • กระทรวงพาณิชย์เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ให้ใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อเจาะตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวม 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการใช้ประโยชน์จาก FTA เป็นแต้มต่อทางการค้า ขณะที่กรมฯ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA เพื่อสร้างพันธมิตรและขยายตลาดไปยังตลาดศักยภาพใหม่

สำหรับความตกลงที่มีการใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนใช้สิทธิ 67.50% ตามด้วย ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 94.50% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 78.73% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 85.86% และ ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 59.03%

เกษตรใช้สิทธิ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์

ด้านสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และเครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ

เมื่อจำแนกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่มีการใช้สิทธิสูงสุด ได้แก่ ทุเรียนสด เนื้อไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง และฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มีมูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด

พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปี 1.57 ล้านล้าน ดัน SMEs รุกตลาดใหม่รับไทย-EFTA

ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรม ที่มีการใช้สิทธิสูงสุด ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เครื่องทอง เครื่องเงินและส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และเศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มีมูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด

ดัน SMEs เจาะยุโรป รับไทย-EFTA

นางอารดา กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

ภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่าง พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และล่าสุดในเดือนสิงหาคม ได้นำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางไป สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ “Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570

โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง เพื่อต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว