thansettakij
thansettakij
สิทธิ FTA ส่งออกปี 68 ทะลุ 2.8 ล้านล้าน อาเซียน-จีนครองแชมป์

สิทธิ FTA ส่งออกปี 68 ทะลุ 2.8 ล้านล้าน อาเซียน-จีนครองแชมป์

17 มี.ค. 2569 | 04:45 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มี.ค. 2569 | 05:02 น.

พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ปี 68 แตะ 2.8 ล้านล้าน โต 8.36% อาเซียน-จีนครองแชมป์ ทุเรียนยังฮิตตลาดจีน สินค้าอุตสาหกรรมสัดส่วนสูง 72% หนุนส่งออกไทยโตต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า (FTA) เพื่อการส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.36%
  • ตลาดส่งออกที่ใช้สิทธิ FTA สูงสุดคืออาเซียน (ATIGA) และจีน (ACFTA) ครองอันดับหนึ่งและสองตามลำดับ
  • สินค้าสำคัญที่ใช้สิทธิ FTA สูงสุดคือยานยนต์สำหรับขนส่งของ โดยทุเรียนสดเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการใช้สิทธิส่งออกไปจีนสูงสุด

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึง มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ตลอดทั้งปี 2568 รวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.36% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.26% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA 

  • อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.45% 
  • อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 96.11% 
  • อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 72.93% 
  • อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.62% และ
  • อันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 56.42% 

สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ เนื้อไก่ปรุงแต่ง 

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียน เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) และน้ำตาลที่ได้จากอ้อย โดยมีมูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯทั้งหมด 

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) เครื่องจักรอัตโนมัติ เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 65,640.75 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด

 

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ทุเรียนสดยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงสุดในการส่งออกไปประเทศจีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) ปี 2568 โดยมีมูลค่ากว่า 4,264.20 ล้านดอลลาร์ 

อีกทั้งยังมีสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของการใช้สิทธิฯ อย่างโดดเด่น ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) จากปัจจัยด้านราคาของแร่มีค่าและความต้องการของตลาดอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ และแพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือเป็นผง ซึ่งมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงถึงร้อยละ 162,893.21 และร้อยละ 395.4 ตามลำดับ 

ขณะเดียวกัน ยังมีสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักรกล ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูป เช่น ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง ที่มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสินค้าศักยภาพอีกจำนวนมากที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA เพื่อขยายตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตและไทยมี FTA รองรับอยู่แล้ว เช่น อินเดีย รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม 

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูการค้าสำคัญระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคแล้ว ไทยยังมีความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน และไทย–ศรีลังกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏานเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับศรีลังกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลและการกระจายสินค้าไปยังซีกโลกตะวันตก 

ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองประเทศจึงมีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างภูมิภาค สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเสริมสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและเชื่อมโยงการค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลก

โดยสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก FTA ไทย–ศรีลังกา ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณี โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอความพร้อมในการบังคับใช้ความตกลงจากฝ่ายศรีลังกา โดยกรมฯ เห็นว่า ความตกลงการค้าเสรีเหล่านี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และเสริมความเชื่อมโยงของไทยกับเศรษฐกิจโลก

“กรมฯ ยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิฯ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 

รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ และในวันที่ 8 เมษายน 2569 กรมฯ จะจัดสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย' เพื่อเปิดเวทีเสวนาและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดธุรกิจด้วย FTA” นางอารดากล่าวสรุป