
ส่งออกรถยนต์ปี 69 ลุ้นระทึกเป้า 9 แสนคัน สงคราม-รถอีวีจีนกดตลาดหนัก
ส่งออกรถยนต์ไทย 6 เดือนแรกปี 2569 ลด 8.32% เหลือ 4.21 แสนคัน พิษสงครามตะวันออกกลางทำยอดหายกว่า 3.6 หมื่นคัน ขณะที่ EV จีนรุกตลาดเอเชีย กดส่งออกหายอีกกว่า 1.5 หมื่นคัน ดันยอดเสียหายรวมเกือบ 5 หมื่นคัน ส.อ.ท. ยังลุ้นเป้าส่งออกทั้งปี 9 แสนคัน ด้านโครงสร้างส่งออกเริ่มเปลี่ยน HEV-BEV โตสวน ICE
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. ปรับลดเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ปี 2569 เหลือ 900,000 คัน จากปัจจัยลบที่กดดันตลาด
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบหนักต่อคำสั่งซื้อและเส้นทางการขนส่ง ทำให้ยอดส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การรุกตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ทำให้รถยนต์ไทยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคเอเชีย
- แม้ภาพรวมจะชะลอตัว แต่โครงสร้างการส่งออกเปลี่ยนไปในทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้า โดยยอดส่งออกรถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตสูง
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางที่กระทบทั้งคำสั่งซื้อและเส้นทางขนส่ง ขณะที่ตลาดเอเชียถูก EV จีนแย่งส่วนแบ่ง ส่งผลให้ ส.อ.ท. ปรับเป้าส่งออกรถยนต์ปี 2569 เหลือ 9 แสนคัน อย่างไรก็ดี ตลาดออสเตรเลียยังเป็นความหวังสำคัญ พร้อมจับตาการเปลี่ยนโครงสร้างจากรถ ICE ไปสู่ HEV และ BEV
ส่งออก 6 เดือนวูบ 8.32%
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ไทยผลิตรถยนต์รวม 717,212 คัน ลดลง 1.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 449,161 คัน ลดลง 5.44% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 268,051 คัน เพิ่มขึ้น 7.35%
ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 421,144 คัน ลดลง 8.32% มีมูลค่า 289,187.70 ล้านบาท ลดลง 8.01% สวนทางกับตลาดในประเทศที่มียอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้นถึง 14.63%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐหกิจ” ว่า ภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกยังไม่ดีนัก โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ไทยอย่างหนัก โดยช่วงประมาณเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ยอดส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงกว่า 36,000 คัน เนื่องจากนอกจากความต้องการในตลาดจะได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
สงครามตะวันออกกลางทุบยอด 3.6 หมื่นคัน
ข้อมูล ส.อ.ท. สะท้อนว่า การส่งออกรถยนต์ไทยไปตะวันออกกลางในช่วง 6 เดือนแรกลดลง 38.35% โดยตลาดดังกล่าวเคยเป็นตลาดสำคัญของไทย ปี 2568 ไทยส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน หรือราว 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน สัดส่วนตลาดลดจาก 20% เหลือ 14%
นอกจากตะวันออกกลางแล้ว ตลาดเอเชียยังเผชิญแรงกดดันจากการรุกตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยหลายประเทศได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงออกมาตรการลดภาษีเพื่อสนับสนุนการนำเข้า EV จากจีน ขณะเดียวกันรถจีนมีข้อได้เปรียบด้านราคามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์ไทยในตลาดเอเชียลดลงกว่า 15,000 คัน เมื่อรวมผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลางและเอเชีย ทำให้ยอดส่งออกสะสมหายไปเกือบ 50,000 คัน ส่งผลให้ช่วงกลางปี ส.อ.ท. ต้องปรับเป้าหมายส่งออกรถยนต์ปี 2569 จากเดิม 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน
หั่นเป้าส่งออกเหลือ 9 แสนคัน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังประเมินว่าเป้าหมาย 900,000 คันมีโอกาสทำได้ แต่ยังมีตัวแปรที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความรุนแรงและระยะเวลาของสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV ในตลาดสำคัญ ขณะที่ตลาดออสเตรเลียกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ช่วยชดเชยตลาดเอเชียที่ลดลงเหลือ 28% ส่วนตลาดแอฟริกายังขยายตัว แต่มีสัดส่วนเพียง 3.5% จึงยังไม่สามารถชดเชยตลาดหลักที่หดตัวได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังเป็นตลาดที่ต้องจับตา เพราะรถยนต์จีนเริ่มรุกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะ HEV และ PHEV ขณะที่ออสเตรเลียเข้มงวดกับมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น ทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่รถพลังงานไฟฟ้ามีความชัดเจนขึ้น
ออสเตรเลียขึ้นเบอร์ 1 แต่ EV จีนจ่อชิงตลาด
สำหรับโครงสร้างการส่งออก พบว่ารถกระบะยังเป็นสินค้าหลัก โดย 6 เดือนแรกส่งออก 264,105 คัน คิดเป็น 62.71% ของยอดส่งออกทั้งหมด แต่ลดลง 10.47% ขณะที่ PPV ส่งออก 65,690 คัน ลดลง 0.88%
จุดที่น่าสนใจคือรถยนต์ไฮบริด (HEV) ส่งออก 43,853 คัน เพิ่มขึ้นถึง 64.09% ขณะที่รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ส่งออก 37,276 คัน ลดลง 47.22% ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ส่งออก 8,858 คัน เพิ่มขึ้นถึง 1,234.04% และ PHEV อยู่ที่ 1,144 คัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ยอดส่งออกรวมยังหดตัว แต่โครงสร้างสินค้ากำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดย HEV และ BEV เติบโตสวนทางกับรถยนต์ ICE ขณะที่ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผลิต EV เพื่อการส่งออก
ปัจจุบันรถยนต์ส่งออกของไทยยังเป็นรถ ICE และ HEV ของค่ายญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่เริ่มมีทั้งรถยนต์นั่ง EV และรถกระบะ EV จากทั้งค่ายจีนและญี่ปุ่น โดย Isuzu และ Toyota เริ่มผลิตรถกระบะ EV ในไทยตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่ผ่านมา และมุ่งส่งออกไปยุโรปเป็นหลัก
HEV-BEV โตสวน ICE โครงสร้างส่งออกเปลี่ยน
ด้านตลาดในประเทศ นายสุรพงษ์ประเมินว่า ยอดขายรถยนต์มีโอกาสทะลุเป้าหมาย จากแรงหนุนของรถ EV และราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม รถ EV ที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ยังเป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Suppliers กังวลถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม และเรียกร้องให้ภาครัฐปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ
นายสุรพงษ์ยังเสนอว่า นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐไม่ควรมุ่งสนับสนุนเฉพาะ EV แต่ควรดูแลรถยนต์ ICE ที่ผ่านเกณฑ์การปล่อยคาร์บอน รวมถึงรถกระบะที่รองรับน้ำมัน B20 และรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น แก๊สโซฮอล์ที่มีเอทานอลจากพืชเกษตรอย่างมันสำปะหลัง
มองว่าการสนับสนุนพลังงานทางเลือกจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และหากยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนการผลิต การจ้างงาน รายได้แรงงาน และกำลังซื้อ ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังภาคธุรกิจอื่นและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ทิศทางครึ่งปีหลังจึงไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่าจะรักษาเป้าส่งออก 900,000 คันได้หรือไม่ แต่ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการรับมือสงครามและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ พร้อมเร่งปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันกับการแข่งขันของ EV จีนและการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานสะอาดในตลาดโลก







