thansettakij
thansettakij
‘โตโยต้า’ เร่งขยายฐานในอินโดฯ ยันไม่ทิ้งไทย ทุนญี่ปุ่นยังปักหมุด

‘โตโยต้า’ เร่งขยายฐานในอินโดฯ ยันไม่ทิ้งไทย ทุนญี่ปุ่นยังปักหมุด

21 ส.ค. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ส.ค. 69 | 08:00 น.

วงการรถยนต์ ชี้อินโดนีเซียเร่งดึง “โตโยต้า” เพิ่มฐานผลิต ไม่ใช่สัญญาณย้ายฐานจากไทย ขณะที่กรุงศรีไม่พบทุนญี่ปุ่นย้ายออกวงกว้าง ระบุไทยยังได้เปรียบซัพพลายเชน-ระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางเกมทุนญี่ปุ่นกระจายความเสี่ยงทั่วอาเซียน

KEY

POINTS

  • โตโยต้าขยายการลงทุนในอินโดนีเซียเพื่อรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย
  • การขยายฐานของบริษัทญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่นในอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การถอนการลงทุนทั้งหมดออกจากไทย
  • ประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงปักหลักอยู่

กระแสข่าวอินโดนีเซียเร่งดึง “โตโยต้า” ให้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปลงทุนในอินโดนีเซีย กำลังสร้างแรงจับตาต่อทิศทางทุนญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยานยนต์มองว่า การเพิ่มการลงทุนของโตโยต้าในอินโดนีเซียยังไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีบทบาทและตลาดการผลิตที่แตกต่างกัน

‘โตโยต้า’ เร่งฐานอินโดฯ ไม่ทิ้งไทย

แหล่งข่าวระบุว่า ความพยายามของอินโดนีเซียในการดึงผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เข้าไปเพิ่มการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยที่ผ่านมาอินโดนีเซียเดินหน้าชักชวนผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในมุมของผู้ประกอบการ การพิจารณาขยายกำลังการผลิตไปยังประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ ต้นทุนแข่งขันได้ และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ถือเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ

ดังนั้น การที่โตโยต้าทยอยขยายการลงทุนในอินโดนีเซีย จึงสะท้อนการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับตลาดมากกว่าการถอนการลงทุนจากไทย โดยการตัดสินใจวางฐานผลิตของผู้ประกอบการต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการทำกำไร ขนาดและศักยภาพของตลาด ตลอดจนความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในแต่ละประเทศ

‘โตโยต้า’ เร่งขยายฐานในอินโดฯ ยันไม่ทิ้งไทย ทุนญี่ปุ่นยังปักหมุด

ที่สำคัญ ฐานการผลิตของโตโยต้าในอินโดนีเซียมีบทบาทรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกอยู่แล้ว และมีความแตกต่างจากฐานการผลิตในไทย โดยอินโดนีเซียมีจุดเด่นด้านการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์และรถสำหรับครอบครัว ขณะที่ไทยมีฐานการผลิตที่หลากหลายกว่า ครอบคลุมทั้งรถกระบะ รถยนต์นั่ง และรถอเนกประสงค์ รวมถึงมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตรถยนต์มาอย่างยาวนาน

ไทยยังได้เปรียบ ซัพพลายเชนแกร่ง

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ นายโคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่พบแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นออกจากประเทศไทยในวงกว้าง แม้บริษัทญี่ปุ่นบางรายจะขยายฐานธุรกิจไปยังประเทศอื่นในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย

โคเฮอิ โอโมริ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

นายโคเฮอิมองว่า การขยายฐานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาค มากกว่าจะเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมด เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นต้องการกระจายทั้งฐานการผลิตและตลาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะเดียวกันไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

กรุงศรีไม่พบทุนญี่ปุ่นย้ายออกวงกว้าง

จุดแข็งสำคัญของไทยอยู่ที่ ซัพพลายเชนและระบบนิเวศอุตสาหกรรม ซึ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ทั้งเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสนับสนุน บุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ทำให้เป็นโครงสร้างที่ประเทศคู่แข่งไม่สามารถสร้างหรือทดแทนได้ในระยะเวลาอันสั้น

ด้วยเหตุนี้ กรุงศรีจึงยังไม่พบผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแผนธุรกิจหรือกลยุทธ์การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าญี่ปุ่นจากการขยายฐานไปยังประเทศอื่นในอาเซียน โดยธนาคารยังติดตามทิศทางการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานและแผนลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับรูปแบบการสนับสนุนทางการเงินให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของลูกค้าในแต่ละประเทศ

ปัจจุบันลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นมีสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของกรุงศรี สะท้อนบทบาทของธนาคารในฐานะพันธมิตรทางการเงินของธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยนอกจากสินเชื่อแล้ว ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ

ชูเซมิคอนดักเตอร์-ดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงทุนใหม่

กลุ่มอุตสาหกรรมที่กรุงศรีให้ความสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสร้างการลงทุนใหม่ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ธนาคารยังทำหน้าที่จับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทญี่ปุ่นขยายความร่วมมือกับพันธมิตรไทย

ขณะเดียวกัน เครือข่ายของกรุงศรีและ MUFG ยังถูกนำมาใช้สนับสนุนลูกค้าญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังตลาดอาเซียน สอดรับกับยุทธศาสตร์ของบริษัทญี่ปุ่นที่ไม่ได้มองการลงทุนในภูมิภาคแบบเลือกเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการสร้างเครือข่ายการผลิตและตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น