thansettakij
thansettakij
ลับ ลวง พราง เบื้องลึกศึกเตา ‘IF-EF’ เกมชิงตลาดเหล็กเส้นแสนล้าน

ลับ ลวง พราง เบื้องลึกศึกเตา ‘IF-EF’ เกมชิงตลาดเหล็กเส้นแสนล้าน

16 ส.ค. 69 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 08:40 น.

ศึกเตาหลอม “IF-EF” เดือด ปมมาตรฐานและเกมนโยบายเปิดทางสู่คำถามว่า ใครได้-ใครเสีย หากเตา IF ถูกจำกัดการผลิต จับตาสมรภูมิเหล็กไทย เมื่อเกมชิงตลาดอาจลามถึงราคาวัตถุดิบ ต้นทุนก่อสร้าง และภาระเศรษฐกิจทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตเหล็กเตาหลอม IF และ EF คือสงครามชิงส่วนแบ่งตลาดมูลค่าแสนล้านบาท โดยใช้ประเด็นด้านคุณภาพและมาตรฐานเป็นเครื่องมือในการกีดกันคู่แข่ง
  • กลุ่มผู้ผลิตเตา EF ซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองและในสมาคมอุตสาหกรรม ใช้กลไกภาครัฐเข้าตรวจสอบโรงงาน IF อย่างเข้มงวด และผลักดันมติบอร์ด กมอ. เพื่อแบนเทคโนโลยีการผลิตของคู่แข่ง
  • ผลจากการสั่งปิดโรงงาน IF ชั่วคราวทำให้เหล็กขาดตลาดและราคาพุ่งสูง สร้างกำไรมหาศาลให้กลุ่ม EF และหากมีการแบนถาวรจะนำไปสู่การผูกขาดตลาดซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคการก่อสร้างของประเทศอย่างรุนแรง

รายงานพิเศษ

วิกฤตการณ์และความขัดแย้งในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดมานานกว่า 1 ปี 9 เดือนเต็ม โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่หน่วยงานภาครัฐภายใต้ฝ่ายนโยบายระดับสูง (ยุคอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ) และคณะทำงานได้ใช้นโยบายเชิงอำนาจพิเศษในการเข้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดกับบรรดาโรงงานเหล็กที่ผลิตผ่านเทคโนโลยี "เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า" (Induction Furnace หรือ IF)

การไล่บี้ที่เรียกว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบแบบ "สุดซอย" นี้เริ่มต้นจากการเข้าตรวจโรงงานซินเคอหยวน เป็นรายแรก โดยพยายามเชื่อมโยงกรณีเหตุตึกถล่มของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าอาจใช้เหล็กไร้คุณภาพของซินเคอหยวน

อย่างไรก็ดี ในแง่หลักวิศวกรรมและการพิสูจน์ในชั้นศาลผ่านสำนวนคดีสรุปสาเหตุตึกถล่ม ได้ชี้ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบและการก่อสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมอย่างสิ้นเชิง และไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเหล็กเส้นที่นำมาใช้งานแต่อย่างใด

การขยายผลตรวจสอบในเวลาต่อมาได้มุ่งเป้าไปยังผู้ผลิตเหล็กเตา IF ที่เป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นและเหล็กข้ออ้อยรายอื่น ๆ ในไทย ซึ่งแหล่งข่าวในวงการเหล็กรายใหญ่รายหนึ่ง ระบุว่า กระบวนการตรวจสอบทางกายภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในเวลานั้นไม่ได้เป็นไปตามกลไกการตรวจอุตสาหกรรมปกติทั่วไป ซึ่งปกติจะส่งเจ้าหน้าที่มาเพียง 5-6 คน แต่ในกรณีของบริษัท มีการจัดขบวนเจ้าหน้าที่มากถึง 40-50 คนเพื่อมาทำการตรวจสอบเพียงครั้งเดียว พร้อมทั้งเชิญสื่อมวลชนมาสังเกตการณ์เป็นคณะใหญ่  

การตรวจตราในครั้งแรกนั้นไม่สามารถค้นพบข้อผิดพลาดด้านผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นสำเร็จรูปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้พยายามตรวจหาจุดบกพร่องตามสภาพกายภาพและระบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสั่งระงับการผลิตชั่วคราวแทน ตัวอย่างเช่น การจับผิดเรื่องผิวถนนในเขตโรงงานผลิตเหล็กไม่เรียบเสมอตัว การอ้างว่ามีสายไฟร่วงหล่นลงมา หรือแม้กระทั่งการเอาถุงมือล้วงเข้าไปในท่อน้ำระบายน้ำเพื่อหาคราบสกปรกสีดำ

นอกจากนี้ยังมีการสั่งอายัดเหล็กที่ผลิตไว้เพื่อนำไปตัดและตรวจสอบหา "ค่าโบรอน (Boron)" ในเนื้อเหล็ก ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ว่าต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด  เพื่อความปลอดภัยของโครงสร้าง ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีและตัดสิทธิ์

โดยเกณฑ์เรื่องโบรอนนี้แท้จริงแล้วคือมาตรการทางเทคนิคและมาตรการภาษีของ สมอ. ที่บัญญัติขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กเส้นราคาถูกจากจีนไหลทะลักมาทุ่มตลาดในไทย แต่การตรวจสอบฝั่งของผู้ผลิตไทยบางรายนั้น  เกินเกณฑ์ไปเพียงจุดทศนิยมหลักท้ายๆ (ตำแหน่งที่สี่ 0.000x) ซึ่งยังเป็นข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ว่าอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อน (Error) ของเครื่องมือตรวจวัด

ด้วยเหตุดังกล่าว บอร์ดบริหารของบริษัทฯ จึงได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย ดำเนินการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเอาผิดทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยกคณะในคดีที่ลากยาวมากว่า 6 เดือน เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสและพิทักษ์ความถูกต้องทางวิชาการ

เปรียบเทียบทางเทคนิคและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: เตา IF vs เตา EF

อย่างไรก็ดี ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเทคโนโลยีเตาหลอม IF ผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไร้คุณภาพและไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม ถือเป็นคำกล่าวอ้างที่ปราศจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาวิจัยเชิงลึก จากหลักฐานงานวิจัยที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเชิงวิชาการอย่างละเอียดร่วมกับ ซินเคอหยวน ในช่วงปี 2559-2560 ได้สรุปผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่า ทั้งระบบเตาเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (IF) และระบบเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) ต่างมีความสามารถในการหลอมและปรุงแต่งส่วนผสมเคมีของเหล็กจนผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และสามารถนำไปใช้งานในโครงสร้างวิศวกรรมและการก่อสร้างได้อย่างสมบูรณ์และปลอดภัยทั้งสองประเภท การควบคุมคุณภาพของเหล็กเส้นที่ถูกต้องจึงควรวัดที่มาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลายทาง (Product Standards) ไม่ใช่วัดที่ชนิดของเทคโนโลยีเตาหลอม (Process Standards)

เกมการเมืองเชิงนโยบาย-การแบ่งเค้กผลประโยชน์ของกลุ่มทุน?

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า  เบื้องหลังของขบวนการดิสเครดิตและบีบแบนเตา IF ทั้งระบบนั้น ไม่ใช่ประเด็นเรื่องคุณภาพเหล็กเส้นแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่อง สงครามแบ่งเค้กผลประโยชน์และกำไรส่วนเกินสะสม มูลค่านับแสนล้านบาทต่อปีในอุตสาหกรรมเหล็กของไทย

สมาคมเหล็กในปัจจุบันที่มีจำนวนมากกว่า 10 สมาคม มีกลุ่มสมาคมหลักที่มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นและเป็นกลุ่มพันธมิตรเดียวกับสองเครือหรือสองกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กรายใหญ่ ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการเหล็กเตาหลอม EF ซึ่งกลุ่ม EF ได้เข้าครอบครองโควตาเสียงข้างมากในคณะกรรมการและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในขณะที่ผู้ผลิตเตา IF ส่วนใหญ่ขาดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายทางการเมือง (เหล็ก IF ในไทยมี 11 โรง เป็นของผู้ประกอบการไทย 6-8 โรง ที่เหลือเป็นของกลุ่มทุนจีน) ทำให้ตกเป็นรองในทุกกระบวนการร่างนโยบายภาครัฐ

ทั้งนี้ในช่วงโรงงานเหล็กเตา IF ทั้งหมดของไทยถูกสั่งปิดเพื่อตรวจสอบและห้ามผลิตนานกว่า 6 เดือนในยุคของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ประกอบการเตา EF เพียง 3-4 รายสามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดและกวาดกำไรสะสมมหาศาล เนื่องจากเหล็กเส้นขาดตลาด ทำให้ราคากลางขยับตัวพุ่งขึ้นสูงแบบก้าวกระโดดจากกิโลกรัมละ 18 บาท เป็น 19, 20, 21 จนถึง 23 บาทต่อกิโลกรัม

ส่งผลให้ผู้รับเหมาและผู้รับซื้อเหล็กจำเป็นต้องควักเงินซื้อในราคาที่ผูกขาด สร้างเงินสดส่วนเกิน (Surplus cash flow) ไหลเข้ากลุ่ม EF สูงถึงเดือนละ 400-500 ล้านบาท ส่งผลดีต่อบางกลุ่มผู้ผลิตเหล็กเตาหลอม EF รายใหญ่บางราย ที่ในขณะนั้นประสบปัญหาอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ ให้สามารถฟื้นตัวและปิดแผนฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน พร้อมทั้งกลับมาเดินเครื่องผลิตและสร้างยอดจำหน่ายเหล็กเส้น EF ได้อย่างมั่นคง

ขณะที่ร่างประกาศล่าสุดของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(บอร์ด กมอ.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีพิรุธเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมติสั้นๆ เพียง 3 บรรทัดระบุชัดเจนว่า "ตามข้อสังเกตของ กมอ.โดยจำกัดกรรมวิธีการทำเหล็กแท่งเล็กหรือเหล็กแท่งใหญ่ที่ใช้ทำเหล็กข้ออ้อยให้ทำได้เฉพาะเตาเบสิกออกซิเจน (BO) หรือวิธีเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) เท่านั้น ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างรอบด้านในทุกมิติด้วยแล้วให้ สมอ.ดำเนินการต่อไป"

มติแบนเตา IF นี้แท้จริงเกิดจากคะแนนเสียงเฉือนชนะในระดับอนุกรรมการวิชาการเพียง 7 ต่อ 6 เสียง ซึ่งเสียงข้างมาก 7 เสียงล้วนเป็นผู้แทนที่มาจากฝั่งกลุ่มผู้ประกอบการเตา EF สอดรับกับความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้กังวลเรื่องคุณภาพเหล็กเส้นกลมขนาดเล็กของ IF แต่อย่างใด แต่ต้องการตัดสิทธิ์การผลิตเหล็กข้ออ้อยซึ่งเป็นสินค้าหลักในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและเป็นรายได้ 90% ของโรงเหล็ก IF เพื่อบีบให้โรงหลอม IF ทั้ง 11 แห่งในไทยต้องปิดตัวไปเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากเรื่องเหล็กเส้นข้ออ้อยแล้ว "สงครามเหล็กแผ่น" ยังเป็นเป้าหมายซ่อนเงื่อนที่สำคัญยิ่ง เนื่องจาก ซินเคอหยวน กำลังเตรียมเปิดสายการผลิตและจัดตั้งโรงงานรีด "เหล็กแผ่น" โดยใช้เตา IF ซึ่งหากซินเคอหยวนเปิดกระบวนการรีดเหล็กแผ่นได้สำเร็จ จะสร้างผลกระทบต่อกลุ่มทุนผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแผ่นรายเดิมในประเทศอย่างรุนแรง เนื่องจากต้นทุนที่ถูกกว่าและโครงสร้างกำลังผลิตที่เหนือกว่า

กลุ่มทุนเหล็กแผ่นเดิมจึงได้กระโดดเข้ามาร่วมสนับสนุนสมาคมเหล็กในการบีบให้ยกเลิกการใช้เทคโนโลยี IF ทั้งหมดในไทย และถูกตั้งคำถามว่า การดำเนินการในลักษณะนี้เพื่อล็อกตลาด ผูกขาดราคากลางทั้งเหล็กเส้นและเหล็กแผ่น และยังสามารถกุมอำนาจในการกดราคาช้อนซื้อเศษเหล็กจากคนเก็บขยะ ยี่ปั๊ว และซาเล้งหาเช้ากินค่ำทั่วประเทศไปโดยปริยายหรือไม่?

ความเสี่ยงทางนโยบายและผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ

ข้อเสนอที่จะบังคับให้โรงงานหลอมเหล็กเตา IF ทั้งหมดสลายตัว หรือรื้อถอนเครื่องจักรเปลี่ยนมาเป็นระบบเตา EF ภายในกรอบเวลาเพียง 60 วัน จึงถือเป็นมาตรการที่สุดโต่ง รวบรัด และไม่เป็นสากล

ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตและใช้เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะลดสัดส่วนของเตา IF ลงตามนโยบายควบคุมสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกเฉพาะเตา IF เก่าขนาดเล็กที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษเท่านั้น แต่สำหรับเตา IF ที่ผ่านมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ จะได้รับระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน สูงถึง 5 ปี พร้อมทั้งรัฐบาลสนับสนุนวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพื่อช่วยเหลือในการปรับปรุงเครื่องจักรสู่เตา EF ดังนั้นการบังคับปิดตัวในเวลา 60 วันในประเทศจึงเหมือนเจตนาบีบให้ล้มละลาย ปิดประตูทางรอด และเลิกจ้างแรงงานแรงงานไทยนับหมื่นคน

ผลกระทบที่จะตามมาคือ ผู้ใช้ปลายน้ำและเศรษฐกิจระดับประเทศคือ อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งปัจจุบันมีสภาพที่น่วมและย่ำแย่อยู่แล้ว จะถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรงด้วยปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูง

โดยผู้บริหารของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ชี้ชัดว่า หากอุตสาหกรรมเหล็กตกอยู่ในสภาพการผูกขาดราคาของคนเพียงไม่กี่ราย ต้นทุนราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจะขยับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 20% ทันที ซึ่งการแกว่งตัวของราคาเหล็กเพียงไม่กี่บาทต่อกิโลกรัม เมื่อคำนวณเป็นปริมาณเหล็กที่ใช้ในโครงการและคำนวณเป็นราคาตัน จะส่งผลกระทบต่อราคาประมูลงานก่อสร้างของภาครัฐ การคำนวณราคาผันแปร (ค่า K) ต้นทุนรวมจะพุ่งสูงขึ้นคิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท

ทั้งนี้จากที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทาน ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ จึงน่าจับตาอย่างยิ่งว่าจะเป็นเพียงการจัดกระบวนการเพื่อนำไปสู่การรวบรัดขั้นตอนการประกาศแบนเตา IF หรือจะนำไปสู่การจัดระเบียบใหม่ที่สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตทั้งเตา EF และ IF ยังอยู่ร่วมกันได้ โดยยึดโยงเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้าเป็นหลัก มากกว่าเรื่องเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันในปัจจุบัน