
จับตา มอก.24 ฉบับใหม่ สมาคมเหล็กหนุน BOF-EAF ชี้ชะตาอุตสาหกรรมไทย
มอก.24 ใหม่สะเทือนวงการเหล็ก ผู้ประกอบการยื่นรัฐหนุนใช้มาตรฐานสากล เพิ่มขีดแข่งขัน ลั่นมาตรฐานเดียวคือคำตอบอุตสาหกรรมไทย ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง
KEY
POINTS
- สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐานยื่นหนังสือถึง รมว. อุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนร่างมาตรฐาน มอก.24 ฉบับใหม่
- ร่างมาตรฐานใหม่กำหนดให้เหล็กแท่งสำหรับผลิตเหล็กข้ออ้อยต้องมาจากกระบวนการผลิตเตาเบสิกออกซิเจน (BOF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) เท่านั้น
- การปรับปรุงมาตรฐานมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอให้สนับสนุนการดำเนินการตามมติ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กรณีพิจารณาร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.24) ฉบับใหม่
สมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ระบุว่า สมาคมฯได้ติดตามการปรับปรุงมาตรฐาน เหล็กเส้น เสริม คอน กรีตมาโดยตลอด และเห็นว่าผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือ เสนอข้อมูลต่อร่างมาตรฐานได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
แนะดำเนินการบนพื้นฐานความจริง
แต่การดำเนินการควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักวิชาการ และเหตุผลที่สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งไม่ควรมีลักษณะที่อาจทำให้กรรมการ หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่เกิดความหวั่นเกรงหรือขาดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต
มติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่เห็นชอบ ร่างมอก.24 ฉบับใหม่ โดยกำหนดให้เหล็กแท่งสำหรับผลิตเหล็กข้ออ้อย ต้องผลิตด้วยกระบวนการเตา เบสิกออกซิเจน (Basic Oxygen Furnace: BOF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิต ภัณฑ์ มิใช่การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการหรือเทคโนโลยีการผลิตรายใด
นอกจากนี้ สมาคมฯ เห็นว่า ข้อกำหนดในร่างมาตรฐานฉบับใหม่สอดคล้องกับแนวทางของมาตร ฐานสากลหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน สหราชอาณาจักร และมาตรฐาน ISO โดยเฉพาะมาตรฐานของจีน ที่กำหนดให้เหล็กแท่งสำหรับผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องผ่านกระบวนการผลิตด้วย BOF หรือ EAF
รวมถึงเสนอให้ใช้ข้อมูลทางวิชาการและผลการศึกษาจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ (SEAISI) รวมถึงผลการศึกษาในประเทศมาเลเซีย ประกอบการพิจารณากำหนดมาตรฐาน
สมาคมฯ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนากีดกันผู้ประกอบการหรือเทคโนโลยีการผลิตใด แต่เห็นว่าผู้ผลิต ทุกกลุ่มควรแข่งขันภายใต้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยเดียวกัน โดยการกำหนดมาตรฐานต้อง อาศัยข้อมูลเชิงวิชาการ หลักฐานเชิงประจักษ์ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
“สมาคมฯ ขอให้ รมว.อุตสาหกรรมสนับสนุนการดำเนินการตามมติ กมอ. เกี่ยวกับร่าง มอก.24 ฉบับใหม่ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตามกรอบกฎหมาย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่คณะ กรรมการ ข้าราชการ และผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างอิสระ และเป็น ธรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มความปลอดภัยของงานก่อสร้าง และเสริมสร้างขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว”







